17 พฤศจิกายน 2563 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวระหว่างการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ โดยยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังกับรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษา เพราะรายงานไม่มีบทสรุป เป็นเพียงความเห็น 2 แนวทาง ทำให้สมาชิกหลายคนไม่สามารถหาคำตอบและบทสรุปได้
ทั้งนี้ มองว่าต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ เนื้อหาและกระบวนการพิจารณา แม้เนื้อหาจะดีแต่หากกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด จึงมีเจตนาต้องการเห็นกระบวนการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคต ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ส่วนประเด็นข้อถกเถียงสำคัญ คือ ขอบเขตการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้การแก้ไขทุกมาตรา โดยยกเว้นหมวด 1 และ 2 จะถือว่าไม่ได้การแก้ไข แต่เมื่อกมธ.ไม่มีข้อสรุป จึงไปศึกษาข้อมูลทางวิชาการโดยพบดุษฎีนิพนธ์ของนายวศิน ยิ้มแย้ม นักวิชาการด้านนิติศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร (นิด้า) เรื่องปัญหาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พบว่าการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพื่อยกร่างขึ้นมาใหม่ ลดอำนาจองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น เพิ่มอำนาจองค์กรตัวเอง
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งการแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เพราะทำลายหลักการรัฐธรรมนูญเดิม และเอกสารจุลนิติของวุฒิสภา ประจำเดือน ก.ค.-ส.ค. 2557 มีบทสัมภาษณ์รองศาสตราจารย์ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดเจนว่าอำนาจการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กับอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นคนละส่วนกัน โดยองค์กรแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจจำกัดเท่าที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และยังไม่รวมความเห็นทางวิชาการอื่นๆ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยแนวทางที่ 2 ของรายงานกมธ. ก็สอดคล้องกับงานวิชาการเหล่านี้