วันนี้ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีร้องเรียนจากตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(CoVID-19) รับเบี้ยเลี้ยงไม่เป็นไปตามสิทธิ์ที่ควรจะได้นั้นว่า ปัจจุบันหน่วยที่รายงานผลการตรวจสอบมาแล้วคือ บช.น. , ภ.1-9ผลการตรวจสอบพบการกระทำผิด เป็น 2 กรณีคือกรณีแรกเป็นเรื่องร้องเรียนที่เกิดจากความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด เช่นสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานีกรณีนี้ผู้บังคับบัญชามีการชี้แจงทำความเข้าใจถูกต้องแล้ว กรณีที่สองพบการกระทำผิดจริงซึ่งจำแนกได้ 3 ลักษณะคือ 1.กระทำผิดระเบียบทางการเงินแต่ไม่เจตนาทุจริต เช่น โอนเงินไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจการเงินแต่มีการนำเงินจำนวนมาแจกจ่ายให้กับผู้มีสิทธิในภายหลังครบถ้วนแล้ว เช่น สภ.ป่าตองจ.ภูเก็ต 2.กระทำผิดระเบียบทางการเงินและส่อไปในทางทุจริตเช่น การโอนเงินไปยังบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์และต่อมาผู้มีสิทธิได้รับเงินไม่ครบถ้วน 3.มีการทำถูกต้องตามระเบียบทางการเงินแต่ส่อไปในทางทุจริต เช่น การให้ผู้มีสิทธิ์รับเงินถอนเงินคืนมาให้อาจจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม
พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวว่า ส่วนที่มีการตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลกระทำผิดได้สั่งให้แต่ละกองบัญชาการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติพ.ศ. 2547 มาตรา 84เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไปสำหรับระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยนั้นมีระยะเวลาดำเนินการนับประธานกรรมการได้รับคำสั่ง 60 วันหากยังไม่แล้วเสร็จสามารถขอขยายระยะเวลาได้อีก 2ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 30 วันและหากคณะกรรมการฯสอบสวนแล้วพบว่าพฤติการณ์ของผู้กระทำเข้าข่ายเป็นความผิดวินัยร้ายแรงก็จะต้องมีความเห็นเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและหากพบว่ามีความผิดอาญาทุจริตต่อหน้าที่ราชการด้วยแล้วจะมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการป.ป.ช.หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. ดำเนินการตามกฎหมายตามอำนาจหน้าที่
พล.ต.อ.วิสนุ บอกอีกว่าสำหรับระยะเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงในภาพรวมทั้งหมดนั้นเนื่องจากหน่วยงานและผู้มีสิทธิ์เบิกทั่วประเทศมีเป็นจำนวนมากต้องใช้เวลาตรวจสอบพอสมควรแต่ได้สั่งการกำชับลงไปเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563ว่าในส่วนที่ตรวจพบการกระทำผิดแล้วก็ให้ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทุกรายและกองบัญชาการใดที่ยังตรวจสอบไม่ครบทุกหน่วยก็ให้ตรวจสอบให้ครบ 100เปอร์เซ็นต์ ถ้าพบการกระทำผิดเพิ่มเติมก็ให้ดำเนินการทางวินัยโดยเด็ดขาดโดยให้รายงานมาให้ทราบทุกๆ 15 วัน คือทุกวันที่ 1และ15 เพื่อกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดซึ่งสำนักงานจเรตำรวจจะคอยติดตามเพื่อมิให้เกิดความล่าช้าถ้ายังไม่เรียบร้อยหรือมีการร้องเรียนมาอีกจะสั่งให้จเรตำรวจส่วนกลางลงไปดำเนินการ
พล.ต.อ.วิสนุ กล่าวอีกว่าในส่วนของหน่วยปฏิบัติก็ได้มีการกำชับให้ผู้บริหารหน่วยทั้งในระดับผกก., ผบก.และผบช. ให้ใส่ใจในเรื่องดังกล่าวทุกขั้นตอน รวมทั้งการเบิกจ่ายเงินให้ถูกต้องรวมทั้งต้องมีการสื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับรู้กันอย่างทั่วถึงและถูกต้องชัดเจนไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดคือต้องทำอย่างโปร่งใสคิดว่าการดำเนินการอย่างจริงจังในครั้งนี้น่าจะเป็นการป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่งผู้ที่คิดจะกระทำในลักษณะนี้อีกจะไม่กล้ากระทำเพราะเกรงว่าจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ได้เปิดช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสข้อมูลอย่างเปิดกว้างในทุกช่องทางทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการเช่นผ่านหมายเลข1599 หรือร้องเรียนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือสำนักงานจเรตำรวจ ทั้งโดยการเข้ามาร้องเรียนด้วยตนเองทางไปรษณีย์หรือทางเว็บไซต์ และในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ จะรับฟังทั้งหมด
"ผมคิดว่าถ้าเราได้ทำในสิ่งต่าง ๆเหล่านี้แล้วการกระทำในลักษณะนี้จะลดลงไปได้ แต่หากปรากฏขึ้นมาอีกก็จะดำเนินการอย่างรวดเร็วไม่มีการละเว้นและมีบทลงโทษกับผู้กระทำผิดอย่างแน่นอนอันนี้ผมขอยืนยัน"จเรตำรวจแห่งชาติ ระบุ