ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหวนับจากนี้ไป ที่อ่านได้จากภาพการแถลงข่าวเมื่อวาน คือ
1. แสดงความเอกภาพ แสดงพลังด้วยการระดมแกนนำมาเยอะๆ ยืนยันข้อเรียกร้องเดิม เพื่อรักษาฐานมวลชนเดิมเอาไว้
2. ไม่มีแกนนำที่เคยจาบจ้วงสถาบันอย่างชัดเจนมาร่วมแถลงด้วย สะท้อนว่ากำลังจะมีการปรับยุทธวิธีใหม่ คือลดการพูดจากระทบสถาบันสูงสุด แต่จะหันไปที่ข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างเข้มข้นแทน
โดยหลังจากนี้แกนนำจะชูแคมเปญ "นายกฯต้องลาออก" เป็นหลัก เพื่อกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และขยายแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการจาบจ้วงสถาบัน ให้มาไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยกัน เช่น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ หรือกลุ่มที่เบื่อนายกฯ เนื่องจากดำรงตำแหน่งมานเกือบ 7 ปีแล้ว เป็นต้น โดยช่วงเวลานับจากนี้จะลดระดับการจาบจ้วงให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ลง แต่จะเน้นคำพูดในเชิงปฏิรูปแทน พร้อมแสดงพลังผ่านการนัดชุมนุมใหญ่เป็นระยะ เพื่อรักษามวลชนกลุ่มเดิมเอาไว้ด้วย
ขณะเดียวกันก็จะพยายามกดดันให้รัฐบาล และ ส.ว. รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และแย่งชิงอำนาจรัฐมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งนี้ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมลาออก หรืออาจจะยอมลาออก แต่อำนาจยังอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองเดิม
แนวทางการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมดังกล่าวนี้ เป็นการปรับยุทธวิธีสู่แผน "บันได 3 ขั้น" กล่าวคือ ทำให้นายกฯลาออกก่อน เป็นบันไดขั้นแรก จากนั้นก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะเป็นบันไดขั้นที่ 2 และมุ่งสู่เป้าหมายปฏิรูปสถาบันเป็นบันไดขั้นที่ 3 โดยการลดระดับการจาบจ้วงสถาบันลงก็เพื่อเพิ่มแนวร่วม แต่การประกาศยืนยันข้อเรียกร้อง 3 ข้อเอาไว้ ก็เพื่อรักษาฐานมวลชนเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ได้รับข้อมูลแนวปลูกฝังให้มองสถาบันในภาพลบ