คมนาคมถกแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ
13 ต.ค. 2563 | tananya_nak

กระทรวงคมนาคมชี้แจงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถโดยสาร ไม่ประจำทาง ที่บริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563
ข่าว
13 ต.ค. 2563 | tananya_nak

กระทรวงคมนาคมชี้แจงความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าชนกับรถโดยสาร ไม่ประจำทาง ที่บริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563
นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้แทนกรมการขนส่งทางราง กรมการขนส่งทางบก การรถไฟแห่งประเทศไทย แถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการเกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าคอนเทนเนอร์จากสถานีแหลมฉบัง - ไอซีดีลาดกระบัง ชนกับรถบัสโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา ที่นำคณะผู้โดยสารจากจังหวัดสมุทรปราการ ไปทอดกฐินที่วัดบางปลานัก อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563 เวลา 08.05 น. บริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
นายพิศักดิ์ จิตวิริยวศิน เปิดเผยว่า จากกรณีการเกิดอุบัติเหตุขบวนรถไฟบรรทุกสินค้า คอนเทนเนอร์ที่ 852 ดีเซลเลขที่ 5102 ต้นทางสถานีแหลมฉบัง สถานีปลายทางลาดกระบัง (ไอซีดี) ทำขบวนผ่านสถานีคลองบางพระ ขณะทำขบวนก่อนถึงบริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น บริเวณทางลักผ่าน กม. 50+031 ซึ่ง รฟท. ได้ติดตั้งป้ายหยุด และสัญญาณไฟเตือนเพื่อช่วยในด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ โดยในช่วงเกิดเหตุ มีรถบัสโดยสารไม่ประจำทางขับผ่านจุดตัดบริเวณดังกล่าว พนักงานขับรถไฟได้ปฏิบัติตามข้อบังคับการเดินรถโดยการเปิดหวูดเตือนก่อนจะถึงจุดตัดเสมอระดับทาง แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิดทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน จนทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนรถบัสโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 19 คน (เสียชีวิตที่เกิดเหตุ 18 คน เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 1 คน) มีผู้บาดเจ็บ 44 ราย ขณะนี้ผู้บาดเจ็บเดินทางกลับบ้านแล้ว 31 ราย ส่วนที่เหลือยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธโสธร
การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีข้อสั่งการให้ปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนำส่งโรงพยาบาล ในส่วนของ รฟท. ได้จัดตั้งศูนย์ one stop service (ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเฉพาะกิจ) ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่คอยประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุบัติเหตุครั้งนี้ อาทิ กรมการขนส่งทางบก จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย บริษัทประกันภัย โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ รฟท. ช่วยดูแลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเต็มที่ ในเบื้องต้น รฟท. จะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและช่วยเหลือเงินค่าจัดการงานศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต ทั้งนี้สามารถติดต่อประสานงานได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2272 5068 ตลอด 24 ชั่วโมง
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หัวรถจักรได้รับความเสียหายที่กระจกหน้าแตกร้าว ด้านข้างรถจักรมีรอยด้านข้าง และมีตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ได้รับความเสียหาย 5 ตู้ (ฉีกขาด 1 ตู้ และบุบ 5 ตู้) ส่วนรถบัสเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา ภาษีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 อยู่ระหว่างทำเรื่องการโอนรถ แต่ผู้ประกอบการได้จัดให้มีประกันภัยภาคบังคับกับบริษัทอาคเนย์ประกันภัย ผู้เสียชีวิตได้รับการชดใช้เป็นเงิน 500,000 บาท/คน บาดเจ็บได้รับการชดใช้ 80,000 บาท/คน และมีประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 3 กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย คุ้มครองการเสียชีวิต 500,000 บาท/คน รวมแล้วไม่เกิน 10 ล้านบาท
สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ กระทรวงคมนาคม ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อติดตามสถานการณ์และร่วมกันพิจารณาขั้นตอน/มาตรการเชิงป้องกัน และการดำเนินการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะต่อไป สรุปได้ดังนี้
ระยะเร่งด่วน รฟท. จะเร่งดำเนินการปรับแก้ไขสัญญาณเตือน ณ จุดเกิดเหตุ ให้พร้อมใช้งานภายใน 1 สัปดาห์ และ รฟท.จะเสนอคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟระดับจังหวัด เพื่อพิจารณาติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติ ก่อนเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาอนุญาต และดำเนินการติดตั้งต่อไป พร้อมทั้ง รฟท.ร่วมกับจังหวัดดำเนินการตรวจสอบจุดตัดทางลักผ่านในแนวเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟทางสามที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง และประสานหน่วยงานเจ้าของถนนทางผ่าน ก่อนดำเนินการติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติโดยเร่งด่วนเป็นการชั่วคราว
ระยะต่อไป รฟท. ร่วมกับจังหวัดและชุมชน ดำเนินการตรวจสอบจุดตัดทางลักผ่านที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งประสานหน่วยงานเจ้าของถนนทางผ่าน เพื่อพิจารณาจุดตัดที่จะต้องติดตั้งเครื่องกั้นทางรถไฟอัตโนมัติ ส่วนทางลักผ่านขนาดเล็กจะดำเนินการปิด และรวมจุดตัดทางรถไฟโดยก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟ (Collector Road) เพื่อข้ามทาง ณ จุดที่ปลอดภัยแทน
สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ของ รฟท. ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและที่จะดำเนินการในอนาคต จะมีการดำเนินการติดตั้งรั้วกั้นสองข้างทางรถไฟ (Fencing) พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับ ให้เป็นจุดตัดทางรถไฟต่างระดับทั้งหมด สำหรับกรณีรถไฟทางคู่และทางสายใหม่ที่อยู่ในแนวเส้นทางเดียวกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) จะดำเนินการบูรณาการภายใต้ MR-MAP
ทั้งนี้ ขร. อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาเพื่อลดอุบัติเหตุจุดตัดทางถนนและทางรถไฟ โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ในปี 2564 - 2565 โดยจะดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการแก้ปัญหาอุบัติเหตุจุดตัดทางถนนและทางรถไฟ (ทั่วประเทศ) แผนปฏิบัติการและแบบรายละเอียดการปรับปรุงกายภาพจุดตัดทางถนนและทางรถไฟที่มีความเสี่ยงจะต้องเร่งดำเนินการ ฐานข้อมูลจุดตัด จัดทำมาตรฐานจุดตัดทางถนนและทางรถไฟ แนวทางการตรวจสอบความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางถนนและทางรถไฟ แนวทางการสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ตลอดจนแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย
จากข้อมูลสถิติ พบว่าปัจจุบันมีจุดตัดทั่วประเทศทั้งสิ้น 2,684 แห่ง แบ่งเป็นจุดตัดต่างระดับ 406 แห่ง เสมอระดับ 2,278 แห่ง โดยจุดตัดเสมอระดับที่ได้รับอนุญาตมีจำนวน 1,657 แห่ง มีเครื่องกั้นแล้ว 1,450 แห่ง มีไฟกระพริบและป้ายสัญญาณเตือน 207 แห่ง และจุดตัดเสมอระดับประเภททางลักผ่าน จำนวน 621 แห่ง โดยมีจุดตัดรถไฟที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในระหว่างปี 2558- 2562 ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขจำนวน 35 แห่ง