น้องยิ่งชีพว่าไง มันเน้นไปที่ประโยชน์นักการเมืองหรือประชาชน?
ยิ่งชีพ : "ข้อเสนอทั้งที่มีอยู่ในสภาตอนนี้และประชาชนยื่นเสนอ เป็นข้อเสนอเพื่อแก้ไขระบอบทางการเมืองก่อน แต่ว่าถ้าหากระบอบทางการเมืองถูกแก้ไข มันโอเค สามารถสะท้อนเสียงความต้องการประชาชนได้ เราก็เชื่อว่าเมื่อนั้นนักการเมืองก็จำเป็นต้องทำงานเพื่อตอบสนองประชาชน และประโยชน์ก็จะเกิดกับประชาชนน่ะแหละ เหมือนที่เขาบอกว่าถ้าการเมืองดี ก็จะมีอะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์อีกเยอะ แต่ระบอบการเมืองปัจจุบัน เรียกว่าเป็นเผด็จรัฐสภาได้มั้ยคุณหมอ ตอนนึงสว.มาจากการเลือกตั้งก็จริง แต่ก็ถูกส.ส.ครอบงำ ส่งลูกเมียไปลงสมัคร และกินไปเกินครึ่งของสว. แต่ตอนนี้สว.คือร้อยเปอร์เซ็นต์เลย มาจากคนที่ตอนนี้เป็นนายกฯ ก็คล้ายกัน ถ้าเราสู้กับระบอบเผด็จการรัฐสภาสมัยหนึ่ง สมัยคสช.เองรัฐสภาก็เป็นของเขา เขาตั้งมาหมด สมัยนี้เขาก็ตั้งรัฐสภามาอย่างน้อย 250 คน ก็เป็นระบอบการเมืองที่ไม่เป็นไปตามปกติ ไม่เป็นไปตาหลักการ และไม่ได้สะท้อนเสียงประชาชนอย่างแท้จริง ก็ต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน"
มองว่าต้องแก้การเมืองก่อน การเมืองดี ก็จะสามารถดูแลประชาชนได้?
ยิ่งชีพ : "คงไม่ได้ก่อนหลัง ปัญหาปากท้องประชาชนไม่ว่าเรื่องอะไร ก็ต้องแก้กันไป แต่ระบอบการเมืองก็ต้องแก้ด้วย แก้พร้อมกัน"
นพ.วรงค์ : "ขอเคลียร์หน่อย น้องพูดถึงคำว่าระบอบเผด็จการรัฐสภา อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการลงมติเพื่อประชาชน ไม่ใช่เผด็จการ เสียงข้างมากที่ลงมติ สมัยคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ หลายๆ มติเป็นประโยชน์กับประชาชน ผมโอเคนะ แต่ถ้าคุณรวบไว้เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนตน นั่นแหละคือเผด็จการรัฐสภา แต่รอบนี้สว.ไม่ได้มีการลงมติในเรื่องของส.ส. มันถูกแยกกันอยู่แล้ว จุดที่สำคัญที่ต้องเคลียร์คือระบอบรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหากับคนเลวจะเอาอันไหน ปัญหาประเทศมาจากคนเลวที่เข้ามาปกครองประเทศมากกว่า"
เถียงกันเยอะ หมวดหนึ่งกับหมวดสอง จะเอายังไง กลุ่มนึงบอกว่าไม่มีอะไรจะแก้ ทำไมไปแตะ บางคนบอกว่าต้องเอาให้หมดสิ?
ยิ่งชีพ : "เคลียร์ก่อนว่าข้อเสนอรอบนี้ที่ประชาชนเข้าชื่อกัน 100,732 คน ไม่ได้แก้ไขหมวดหนึ่งหมวดสอง แต่เป็นการเปิดทางให้มีการตั้งสสร. แล้วร่างใหม่ แต่สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณอยากให้คงหมวดหนึ่งหมวดสองแบบที่ 60 เขียน ก็ให้ส่งตัวแทนไปลงสมัครสสร. แล้วหาเสียงว่าจะคงหมวดหนึ่งหมวดสองแบบเดิมไว้แล้วให้คนเลือก คนเลือกเยอะก็ไปเขียนแบบนั้น"
ถ้าไม่มีสสร. อย่าเพิ่งพูด ให้สสร.เป็นคนตัดสิน?
ยิ่งชีพ : "ไม่ใช่อำนาจของเรา ไปตัดสินกันในสนามสสร. ผมเองก็ยังไม่ได้พูด เพราะไม่มีอำนาจอะไรไปถึงขนาดนั้น"
นพ.วรงค์ : "ผมต้องถามว่าวันที่ลงประชามติ ตอนส.ค. ปี59 ไปใช้สิทธิ์มั้ย"
ยิ่งชีพ : "ไปครับ"
นพ.วรงค์ : "เท่ากับคุณแพ้แล้วนี่ แพ้แล้วไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ นี่คือกติกาประชาธิปไตยจริงๆ แล้วนะ ผมเห็นค้านกับหัวหน้าพรรคผมเลยนะ คุณอภิสทธิ์แถลงข่าวชัดเจน ถ่ายทอดสดทั่วประเทศ ไม่เอาเลย แล้วเสียงประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งไม่เอาตามคุณอภิสิทธิ์ แต่เสียงประชาธิปต์ส่วนหนึ่งก็เอาตามผม ผมถึงถามว่าถ้าพวกไปใช้สิทธิ์แพ้ กติกานี้คือประชาธิปไตยที่ใช้สิทธิ์โดยตรงของพี่น้องประชาชน ว่าแพ้ต้องยอมรับว่าแพ้ ฝ่ายพวกผมชนะ ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรนะ ผมมองว่าอันนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ฉะนั้นการที่จะมารื้อใหม่ รัฐธรรมนูญปี 60 ผ่านมติจากประชาชน น้องแพ้มาแล้ว ผมชนะ แล้วสำคัญว่าปี 50 เคยมีความคิดที่จะตั้งสสร.เหมือนกัน ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ การที่คุณจะตั้งสสร. ขึ้นมาเพื่อล้างรัฐธรรมนูญปี 50 เท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่ากับสถาปนาโดยประชาชน การที่คุณจะทำใหม่คุณต้องถามประชาชนก่อน คุณต้องทำประชามติก่อน ดังนั้นวันนี้เหมือนกัน อยู่ๆ จะมาตั้งสสร. คนแพ้แล้วไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ จะมาตั้งสสร.อีก มันต้องไปถามประชาชนก่อนว่าประชาชนจะอนุญาตหรือไม่ ในการล้ม 60 ออกไปเลย และร่างขึ้นมาใหม่"
แปลว่าเราต้องทำประชามติ 2 รอบ รอบที่หนึ่งแก้มั้ย กับรอบที่สองแก้แล้วรับมั้ย?
นพ.วรงค์ : "ถูกต้องครับ ถ้าบรรทัดฐานศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยในอดีต วันนี้รัฐสภามีฐานะต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ มีฐานะต่ำกว่าประชาชน ประชาชนเป็นผู้สถาปนา ประชาชนอยู่เหนือกว่าส.ส. และสว. แต่อยู่ๆ ส.ส. และสว. จะมารื้อไปหมดเลยแล้วร่างใหม่ไม่ได้ ฐานอำนาจคุณไม่ได้ ต้องให้เกียรติ 16.8 ล้านเสียง"
ยิ่งชีพ : "ผมคิดว่าถ้าวันนี้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้วผมไปยืนขวางว่าห้ามบังคับใช้ นั่นคือผมไม่ให้เกียรติ 16 ล้านเสียง ซึ่งผมไม่เคยทำอย่างนั้น รัฐธรรมนูญใช้มาแล้ว การเสนอแก้เป็นขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เอง สุดท้ายถ้าหากจะแก้เพื่อตั้งสสร.ใหม่ ร่างใหม่ทั้งฉบับ ก็ต้องทำประชามติอยู่ดี ก็ต้องไปถามกันอีกครั้ง ถ้าไปทำประชามติแล้วคนบอกว่าไม่เอาแบบใหม่ อยากเอาแบบเดิม อำนาจก็มีแค่นั้น ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ผมไม่มีทางไปยืนขวางอยู่แล้ว"