อนวัช ลีละวัฒน์วัฒนา กรรมการ บริษัทอู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด ระบุ ขณะนี้อยู่ระหว่าง หารือกับผู้บริหารสนามบินนาริตะ เพื่อว่าจ้างให้เข้ามาบริหารสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากทั้ง 2 สนามบินมีลักษณะที่คล้ายกัน เช่น เป็นสนามบินนานาชาติของเมืองหลวงที่อยู่นอกพื้นที่เมืองหลวงต้องใช้ระบบขนส่งมวลชนในการนำผู้โดยสานเข้าออกระหว่างเมืองหลวงกับสนามบิน
รวมทั้งทางนาริตะยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร เช่น ระบบสแกนใบหน้า เพื่อเช็คอินขึ้นเครื่องบินโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับการรักษาระยะห่างจากการแพร่โรคระบาดโควิด-19 และยังมีระบบที่ทันสมัยอื่นอีกมากรายงานข่าวระบุว่า นาริตะถือเป็นบริหารสนามบินขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเที่ยวบิน 2.6 แสนเที่ยวต่อปี มีปริมาณผู้โดยสาร 44.34 ล้านคนต่อปี และยังรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า 2.04 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ สนามบินนาริตะยังมี 2 รันเวย์ 3 อาคารผู้โดยสาร ซึ่งเป็นโครงสร้างที่คล้ายกับแผนพัฒนาของสนามบินอู่ตะเภาที่จะประกอบไปด้วย รันเวย์ 2 ทางวิ่ง
นอกจากนี้ ในปี 2563 สนามบินนาริตะได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของสกายแทร็กซ์ อวอร์ดส์ ในขณะที่ปี 2562 ได้รับการจัดอันดับที่ 9 รวมทั้งเป็นสนามบินที่มีความคิดริเริ่มของการนำระบบไอทีมาใช้บริหารจัดการภายในสนามบิน มีแนวทางการบริหารสนามบินแบบยั่งยืน เช่น การดูแลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ส่วนความคืบหน้าโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ในส่วนของการบินไทย 200 ไร่ เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับการบินไทยแล้วว่าจะนำการพัฒนา MRO เข้าไปอยู่ในแผนฟื้นที่กิจการที่จะมีการเสนอต่อศาลล้มละลายกลางในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2564 ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีกประมาณ 300 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับเอกชนอีกหลายราย ยืนยันว่าหลายบริษัทยังสนใจ เพียงแต่รอประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการกลับมาของธุรกิจการบินอยู่ ซึ่งในการลงทุนโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกส่วนแรกนอกเหนือจากที่จะต้องมีการก่อสร้างในส่วนอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 คาร์โก ศูนย์การขนส่งภาคพื้น หลุมจอด จะต้องมี MRO รวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ในส่วนของการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกระหว่างปี 2561-2566 ยังคงตั้งเป้าการลงทุนอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมทั้งในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนอุตสาหกรรม