ทั้งนี้ กรรมการองค์การคลังสินค้า หรือบอร์ด อคส.ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนไม่ได้กำหนดเวลาการพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามระเบียบของ อคส.ซึ่งประเด็นสำคัญคือการดำเนินการของพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ในฐานะอดีตรักษาการ ผู้อำนวยการ อคส.ได้ดำเนินการถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
"ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายอยู่แล้ว หากใครทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ"
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะบอร์ดอคส. กล่าวว่า บอร์ดไม่เคยรับรู้ในเรื่องดังกล่าวมาก่อน ดังนั้น บอร์ดอคส.จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมอย่างเร่งด่วนเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา และที่ประชุมมีมติระงับการจัดซื้อถุงมือยางและยกเลิกสัญญาดังกล่าวเพราะถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ เนื่องจากรักษาการ ผอ.อคส.ไม่มีอำนาจอนุมัติงบเกิน 25 ล้านบาท หากเกินกว่านั้นแต่ไม่เกิน 50 ล้านบาทต้องเสนอประธานบอร์ด อคส. พิจารณา และหากเกิน 50 ล้านบาทต้องเสนอบอร์ดพิจารณา แต่ครั้งนี้ต้องจัดหาเงินมากถึง 2,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นหลักประกันการจัดซื้อดังกล่าวซึ่งเกินว่าขอบข่ายอำนาจที่มีรวมถึงไม่ได้นำเรื่องมาเสนอให้บอร์ดพิจารณาก่อนดำเนินการด้วย
ดังนั้น บอร์ดจึงให้อำนาจ อคส.แจ้งความต่อดีเอสไอ)และปปง. ฐานฉ้อโกง พร้อมให้อายัดเงินในบัญชีที่ อคส.โอนให้บริษัทผู้ผลิตถุงมือยางไปแล้วขณะเดียวกันต้องตรวจสอบเส้นทางของเงินด้วย
"ถือว่า การดำเนินการของ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์เป็นการกระทำการที่ลุแก่อำนาจโดยพลการ และยืนยันว่าการตัดสินใจของพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ไม่ผ่านที่ประชุมบอร์ด และไม่รายงานนายจุรินทร์ ทราบ นอกจากนี้ ยังสั่งให้ ผอ.อคส. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา"