สำหรับปัญหาพื้นฐานในบริบทของนักเรียน ดร.สุรชาติ แยกแยะออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- 1.ขาดงบประมาณ: ปัญหาการขาดงบประมาณของภาคส่วนการศึกษา เช่น การซ่อมแซมโรงเรียน
- 2.ขาดแคลนครู: ครูในฝรั่งเศสได้เงินเดือนต่ำมาก คิดเป็นเพียง 56% ของเงินเดือนครูในเยอรมนี รวมถึงต้องเดินทางไปสอนในโรงเรียนไกลจนสู้ค่าเดินทางไม่ไหว ต้องลาออก
- 3.ขาดห้องเรียน: ตามเกณฑ์ของยุโรป ห้องเรียนจะมีนักเรียนประมาณ 20-25 คน แต่ฝรั่งเศสแน่นถึง 30 คนต่อห้องหรือเกินกว่านั้น
- 4.ขาดการบำรุงรักษา: สภาพห้องเรียนแย่ เกิดหนูวิ่ง เพดานยุบ โดยเฉพาะในย่านคนจนและย่านคนงาน ซึ่งนำไปสู่โจทย์ทางสังคม
- 5.ขาดระบบการศึกษาที่ดี: ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็ก โดยนักศึกษาเรียกร้องให้ยกเลิกการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเดิม
วิเคราะห์ 7 กลุ่มผู้ร่วมประท้วง ผนวกเชื้อไฟเศรษฐกิจ-การเมืองปีกขวา
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าวต่อว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่สะสมได้กลายเป็นความไม่พอใจของนักเรียน นักศึกษา ครู สหภาพครู และผู้ปกครอง จนกลายเป็นชนวนเหตุ แต่ปัญหาเชิงพื้นที่นั้นโยงไปสู่ปัญหาสังคมและการเมืองในฝรั่งเศส โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การลดงบประมาณสวัสดิการและงบทางสังคม ค่าครองชีพที่สูงขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยการขึ้นสู่อำนาจของฝ่ายขวา รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่สงครามในยูเครนและสงครามอ่าวเปอร์เซีย
จนกระทั่งในวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการประท้วงจากโรงเรียนเล็กๆ และเริ่มเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม โดยปรากฏกลุ่มผู้ประท้วง 7 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียน, นักศึกษามหาวิทยาลัย, ครู, คนทำงานภาครัฐ, สหภาพแรงงาน, นักการเมืองปีกซ้าย และกลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกตัวเองว่า "เสื้อกั๊กเหลือง" (Yellow Jackets) ซึ่งคล้ายกับช่วงปี 2018-2019 ที่เป็นม็อบไร้แกนและขยายตัวไปทั่วยุโรปและเอเชียเนื่องจากเป็น "ม็อบคนจน"
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ชี้ว่า จุดร่วมของการประท้วงที่ลามไปยังเบลเยียม สเปน อิตาลี โปรตุเกส และแอลเบเนีย คือปัญหาเงื่อนไขการศึกษา ค่าเรียนแพง ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ พ่วงด้วยช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่กระตุ้นการเมืองในยุโรปคือการขึ้นสู่อำนาจของฝ่ายขวา ปัญหาค่าครองชีพที่หนักขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโดนผลกระทบเรื่องราคาน้ำมันและพลังงาน จึงเกิดการตอบโต้รัฐบาล เช่น การเผาสถานที่ราชการ หรือการปล้นร้านคนรวย ซ้อนทับกันระหว่างการประท้วงแบบสงบและการจลาจล
ในส่วนของเหตุผลที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันหลายประเทศ เนื่องจากมีภาวะร่วมกัน เช่น ปัญหาค่าเช่าบ้านในโปรตุเกสเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่ากระทบคนหนุ่มสาว หรือในสเปนที่มีกรณีหญิงวัย 87 ปีถูกขับออกจากบ้านเพราะค่าเช่าเพิ่มขึ้น 230% จนเสียชีวิต กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบคนในยุโรป
จับตาการเมืองฝรั่งเศสปมเลือกตั้งใหญ่ - ประธานาธิบดีมาครงเจอศึกหนัก
สำหรับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะไม่ยอมและสู้กับม็อบนั้น ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ มองว่า ตอบได้ยากว่าจะเอาอยู่เหมือนครั้งม็อบเสื้อเหลืองหรือไม่ เพราะรอบนี้เจอผู้ประท้วงถึง 7 กลุ่มรวมกัน โดยปัญหาใหญ่คือในช่วงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมปีหน้า จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งมาครงดำรงตำแหน่งครบ 2 เทอมแล้ว
โจทย์ในวันนี้จึงนำไปสู่การต่อสู้ระหว่าง "ฝ่ายขวา" กับ "ฝ่ายซ้าย" โดย มารีน เลอ แปน หัวขบวนใหญ่ฝ่ายขวา ได้ออกมาสนับสนุนตำรวจ ในขณะที่ผู้นำปีกซ้ายออกมาสนับสนุนม็อบ หากฝ่ายขวาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ถือว่าปฏิเสธการจลาจล ทั้งนี้ จุดจบของม็อบอาจสงบลงเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นประท้วงลำบาก หรืออาจไปตัดสินกันที่การเลือกตั้งปีหน้า
สะท้อนบทเรียนถึงประเทศไทย ฝากรัฐบาลรับมือค่าครองชีพหลังปีใหม่
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ทิ้งท้ายว่า ความน่าสนใจของม็อบครั้งนี้เกิดจากนักเรียนมัธยมปลายนำม็อบ โดยมีโจทย์ใหญ่คือเรื่องค่าครองชีพ ในขณะที่โจทย์ใหญ่ของการเมืองไทยคือเรื่องการคอร์รัปชัน และคนไทยกำลังเผชิญสภาวะค่าครองชีพที่หนักมาก
"ประเทศไทยตอนนี้ค่าครองชีพหนักมาก ฝากรัฐบาลแก้ปัญหา โดยตนคิดว่า 'คนละครึ่งพลัส' ก็คงจะหมดในประมาณ 2 เดือน โจทย์ใหญ่คือค่าครองชีพ หลังปีใหม่ฝากรัฐบาลคิดแก้ปัญหาจริงๆ" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว
พร้อมตั้งคำถามปิดท้ายว่า ม็อบลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ เนื่องจากมีเงื่อนไขทับซ้อนแบบเดียวกับยุโรป ทั้งเรื่องค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน