“กลับมาที่ สส.ไอเดียร์ เขายอมรับแล้วว่าสามีถือหุ้น ยอมรับเองเลย ไม่ต้องพิสูจน์กันแล้วว่า นายไทหยาง ถือหุ้น 1% เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องตั้งคำถามดีเอสไอ เพราะไม่ใช่ส้มก็เลยไม่ตรวจสอบ หากเป็นแบบนี้กำลังปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายใช่หรือไม่ หรือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างไร หรือกลัวว่าจะขยายวงไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคนอื่นๆ หรือไม่” นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตำรวจไซเบอร์เกิดมาเพื่อปราบเว็บพนันไม่ใช่หรือ แต่คำถามคือตำรวจไซเบอร์อยู่ไหนในการทำเรื่องนี้ จะบอกว่าเว็บ SHFL (Shuffle) ถูกกฎหมายในประเทศคูราเซา ที่ไปเปิดหลายที่ก็ถูกกฎหมายในประเทศนั้นๆทั้งหมด เพียงแค่ว่าจุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่คนต่างประเทศเล่น แต่รวมถึงคนไทยในการเล่น แม้กระทั่งสอบสวนกลางตั้งต้นจากคดี 40 ล้านบาท ก็สามารถขยายขอบเขตสอบสวนเรื่องนี้ได้แต่ไม่ทำ และแม้กระทั่งกระทรวงดีอี รมต.ไชยชนก ชิดชอบ หายไปไหน ก่อนหน้านี้โฆษณาว่าปราบมาแล้ว 1 ล้านเว็บ ตอนนี้ไม่สนใจจะปราบเว็บ SHFL (Shuffle) เรารู้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และสามารถขยายวงได้ มีไม่กี่เว็บที่จะสามารถขยายวงไปถึงขั้นการยึดทรัพย์ได้ นี่ไม่ใช่โอกาสทองหรือที่จะขยายผล เอาคำพูดของ น.ส.สุชาดาไปสู่การขยายผลต่อไป
ส่วนการยึดอายัดทรัพย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) อยู่ไหนต้องลองคิดให้ดี ปปง. สามารถดำเนินการเชิงรุกได้เลย ขณะที่กรณี นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม ดำเนินการอย่างไรก็ถือโอกาสนี้ใช้กับกรณี สส. คนอื่น ที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันได้เช่นกัน แม้คดีความทางอาญา ของ น.ส.สุชาดา ยังไม่มีความคืบหน้า แต่หลักๆ ก็ต้องพิสูจน์ทางกฎหมายในกรณีการถือหุ้นว่ามีองค์ประกอบความผิดอย่างไร แต่เบื้องต้นถ้าดำเนินการเท่ากับว่าเป็นการตัดต่อ น.ส.สุชาดา ออกจากความเสี่ยงทางกฎหมายในการดำเนินคดีไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนการเอาผิดในทางกฎหมายสามีภรรยาเป็นคนเดียวกัน หากพยานหลักฐานเอาผิด ได้เฉพาะสามีก็เอาผิดกับสามี ก็ว่ากันไปตามนั้น แต่นับเวลาที่ น.ส.สุชาดา เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ใช้อำนาจไหน ในการที่จะอุ้มชูเว็บไซต์และต้องไปดูเส้นเงินด้วยถ้าสมมุติโอนเงิน 1-2 ล้าน ไปให้บุคคลต่างๆโดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม ก็ต้องดูว่าเส้นเงินเหล่านี้เกี่ยวข้องกันได้อย่างไรเรื่องนี้ต้องขยายกันอีกเยอะ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าน.ส.สุชาดา และสามีถือว่าเป็นบุคคลบริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษา
เมื่อถามถึงจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ น.ส.สุชาดา นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก่อนจะถึงคดีอาญามีคดีทางแพ่งคือการยึดอายัดทรัพย์ ในกรณีการร่ำรวยผิดปกติและไม่สามารถชี้แจงที่มาของรายได้ได้ เรื่องนี้ ปปง. ก็สามารถไปพิจารณาได้ แต่ตนยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวของ ปปง. อย่าให้ถูกกล่าวหาว่ามีการตัดตอนเรื่องนี้ ส่วนเรื่องจริยธรรมทุกคนรู้ว่าพรรคประชาชนมีข้อห่วงกังวลเรื่องนี้ แต่เราไม่อยากเห็นการใช้นิติสงครามที่ไม่ผิดแล้วต้องการทำให้เขาผิด ซึ่งเป็นขอบเขตที่เป็นดุลพินิจกว้างขวาง ดังนั้นจึงต้องดูว่าในการดำเนินการไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ต้องดูไปกลไกทางกฎหมายในการดำเนินคดี ประเทศไทยหลายเรื่องพยายามบีบให้ใช้กลไกทางจริยธรรม ดังนั้นเรื่องนี้ต้องพูดคุยกันอีกพอสมควร
เมื่อถามว่า เส้นเงินอาจจะโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทยถึงขั้นยุบพรรคได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่รู้ในรายละเอียดว่าเงินของพรรคภูมิใจไทยมีที่มาอย่างไร แต่ก่อนจะไปถึงการยุบพรรค สิ่งที่ต้องดำเนินการลำดับแรกคือดูรายละเอียดทั้งหมดว่าเข้าข้อกฎหมายอะไรบ้าง เรื่องยุบพรรคทุกคนเข้าใจว่าพรรคประชาชนมีจุดยืนอย่างไรสำหรับเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคนั้น ต้องไปดูรายละเอียดในการบริจาคทั้งหมด ตนไม่มั่นใจว่าอาจจะไม่ใช่แค่เงินเดือนอาจจะมีมากกว่านั้น จึงต้องไปดูที่มาและต้องดูว่าเป็นเงินเว็บพนันหรือไม่ และถ้าหากเป็นเงินเว็บพนันพรรครู้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีหลายรายละเอียดที่ต้องไปดูต่อ
ทั้งนี้ ถ้าหากกลับไปสู่จุดตั้งต้นเราไม่เคยคิดว่าพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาไม่ควรจะต้องถูกยุบด้วยกลไกพวกนี้เว้นแต่พรรคการเมืองนั้นมีวัตถุประสงค์ทำผิดตั้งแต่ต้นหรือเกิดมาเพื่อเป็นโจร ซึ่งคงไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีวัตถุประสงค์เช่นนั้นดังนั้น การให้เงินสนับสนุนเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในกรณีนี้ตนให้น้ำหนักว่าหากมีการตัดสินว่าทำผิดจริงเส้นเงินทุกอย่างชัดเจน คงไม่ได้คิดไปถึงการยุบพรรคสิ่งที่อยากเห็นมากกว่าคือความรับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมืองของ นายไชยชนก รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องอย่างไรกับเรื่องนี้
ส่วนที่มีการโยงไปถึง สส ภูเก็ต ของพรรคประชาชน ที่เป็นนอมินีใน 28 บริษัท แล้วไม่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีของ น.ส.สุชาดา นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องใช้คำพูดของนายอนุทิน คือปิดชื่อถือพฤติกรรม แต่นายอนุทิน อาจจะดูสีด้วย หากเทียบกรณี สส.ภูเก็ต หรือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอถามกลับว่ากรณี น.ส.สุชาดา ไม่ได้ร้ายแรงหรือ ตอนนี้เริ่มไปกันใหญ่ ถือว่าร้ายแรงเพราะเว็บดังกล่าว ใช้เพื่อการฟอกเงินได้ แล้วรัฐบาลดำเนินการอะไรกับ น.ส.สุชาดา บ้าง ตนไม่มีปัญหาหากรัฐบาลจะดำเนินการกับ สส.ภูเก็ตพรรคประชาชนหรือนายภาวุธ หากมีพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดจริง แต่ขอให้ช่วยนำมาตรฐานนี้ไปใช้กับ น.ส.สุชาดา ด้วย รวมถึงปรับใช้กับนักการเมืองทุกคนเป็นมาตรฐาน
“แต่ปัญหาในวันนี้คือ สส.ภูเก็ต กับ นายภาวุธ เข้าสู่กระบวนการแล้ว แต่ น.ส.สุชาดา ยังไม่เข้าสู่กระบวนการ เงียบเป็นเป่าสาก เหมือนมีอะไรอุดปากเขาอยู่ ผมคิดว่าเราต้องดำเนินการกับรัฐบาล ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะคิดว่าพอเป็นพวกพ้องก็จะปกป้อง พอเป็นพวกเดียวกันช่วยเหลือ สีเดียวกันทำเป็นมองไม่เห็น ถ้าเป็นแบบนี้เรารับไม่ได้” นายรังสิมันต์ กล่าว
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ เปรียบเทียบกรณีนายภาวุธ ที่มีข่าวว่าจะออกหมายเรียก นายภาวุธไปด้วยตนเอง โดยที่ยังไม่ทันมีการออกหมายเรียกขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานที่กำกับดูแลกลับเงียบในเรื่องของ น.ส.สุชาดา ซึ่งตนกังวลว่าสังคมจะมองว่ารัฐบาลช่วยเหลือ