เนชั่นทีวี

ข่าว

"หมอธีระ"วอนปรับแผนรับมือโควิด ชี้ไม่เกิน 6 สัปดาห์ "ระลอก 2" มาแน่

19 ก.ย. 2563 | apirak_pra

"หมอธีระ"วอนปรับแผนรับมือโควิด ชี้ไม่เกิน 6 สัปดาห์ "ระลอก 2" มาแน่

"หมอธีระ" เชื่อโควิดระบาดระลอก 2 มาแน่ภายใน 2-6 สัปดาห์นับจากนี้ แต่การสื่อสารต่อสาธารณะรวมถึงแผนการรับมือยังบกพร่อง วอนเร่งปรับยุทธศาสตร์โดยด่วนเพราะมีชีวิตคนในประเทศเป็นเดิมพัน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้...
สถานการณ์ทั่วโลกล่าสุด 19 กันยายน 2563
COVID-19 ทำสถิติอย่างบ้าคลั่ง
ติดเพิ่มไปอีกถึง 350,383 คน รวมแล้วตอนนี้ 30,650,211 คน คร่าชีวิตไปแล้วทั้งสิ้น 955,152 คน
อเมริกา ติดเพิ่ม 50,247 คน รวม 6,918,358 คน คาดว่าอีก 2 วันอเมริกาจะทะลุ 7 ล้าน
อินเดีย ติดเพิ่ม 92,789 คน รวม 5,305,475 คน
บราซิล ติดเพิ่ม 39,797 คน รวม 4,495,183 คน
รัสเซีย ติดเพิ่ม 5,905 คน รวม 1,091,186 คน สังเกตว่าแนวโน้มรัสเซียจะติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาที่มักคุมอยู่ในระหว่างสี่ถึงห้าพันต้นๆ มาตลอด
อันดับ 5-10 ยังเป็นเช่นเดิม ติดกันหลายพันถึงหมื่นกว่าต่อวัน
หลายต่อหลายประเทศในยุโรป ทั้งสเปน ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ รวมถึงแคนาดา อิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหมื่นกว่าเช่นกัน
ที่น่าจับตาคือ แคนาดาติดหลักพันมาติดต่อกัน ทั้งๆ ที่เคยกดอยู่หลักร้อยมาตลอด บ่งถึงสถานการณ์ที่อาจกำลังระบาดมากขึ้น
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเมียนมาร์ ติดเพิ่มกันหลักร้อย ส่วนจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และออสเตรเลียติดเพิ่มกันหลักสิบถึงเกือบร้อย ในขณะที่ฮ่องกงและเวียดนามติดกันเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...เมียนมาร์ติดเพิ่มรายวันทำลายสถิติถึง 424 คนในวันเดียว
...ดูตามสถิติที่กล่าวมา เด็กๆ ก็คงรับรู้ได้ว่า ระบาดรุนแรงขึ้นทั่วโลก
...เด็กๆ ที่ตามข่าวสารบ้านเมือง หากนำมาพูดคุยปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ คงจะมีคำถามเกิดขึ้นในใจมากมาย
...หนึ่งในคำถามระหว่างการพูดคุยคงจะเป็น "ไม่อยากให้เด็กชุมนุมเพราะกลัวเสี่ยงโควิด...แล้วคุณเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้ามาทำไม?"
...ยุทธศาสตร์การสื่อสารสาธารณะหลังคุมการระบาดระลอกแรกมานั้นดูจะมาไม่ถูกทางครับ เดิมเคยสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนได้ แต่ระยะหลังจากที่ศบค.ถ่ายโอนไปให้แต่ละหน่วยงานทำ จะพบว่า ดูจะมีความคลุมเครือและสร้างความงุนงงสงสัยหลายต่อหลายเรื่อง
นี่คือการวิเคราะห์แบบ"ไม่อิงการเมือง"ใดๆ ทั้งสิ้น...
...บางประเทศที่จัดการการระบาดได้ดี เช่น นิวซีแลนด์ ไต้หวัน มักจะมีแนวทางการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา อะไรแย่ก็บอกแย่ อะไรดีก็บอกดีเพื่อสร้างการรับรู้ร่วมกัน และจะสามารถทำให้คนส่วนใหญ่ปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามสถานการณ์
...แต่หากบางประเทศ เกิดปัญหาพบการติดเชื้อในประเทศ จะจากการมีอยู่เอง หรือนำเข้ามา รวมถึงหากเกิดขึ้นแล้วติดตามได้ไม่ครบถ้วน มีช่องโหว่ของระบบคัดกรอง กักตัว หรือติดตาม...
ทางเลือกย่อมมีสองทางคือ ยอมรับความจริงและบอกกล่าวเล่าแจ้งให้กับสาธารณะได้ทราบ จะได้ช่วยกันป้องกันตัวอย่างแข็งขัน หรือแม้แต่จะระดมสมองระดมทรัพยากรระดมกำลังในการช่วยกันพัฒนาให้สมบูรณ์ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกคน
หรือจะบอกให้ทราบบ้าง ส่วนเรื่องลึกๆ ไม่จำเป็น เพราะคิดว่างานนี้เป็นของฉัน ฉันจะต้องเป็นเจ้าของชีวิตของทุกคน เชื่อฉันสิฉันผ่านมาหลายศึกหลายโรคแล้วนะ โดยมิได้ประเมินว่าศักยภาพที่ตนเองมีนั้นอาจไม่พอที่จะรับมือ
ต่อให้เป็นขุนศึกแปดสนาม...ก็พ่ายแพ้ยับเยินได้ หากมี ego สูงเว่อร์จนไม่ยอมรับความจริง

อย่างไรก็ตามการพ่ายแพ้นั้น หากตายแค่ขุนศึกคงไม่มีใครสนใจ...แต่นี่เดิมพันด้วยชีวิตคนทั้งประเทศ จึง"ไม่เป็นการยุติธรรมที่จะเอาทุกชีวิตไปแขวนบนเส้นด้ายที่บางจ๋อยเปื่อยยุ่ย"
...ถามว่าต้องทำอย่างไรตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป...เรียนเสนอให้พิจารณาดังนี้ครับ
หนึ่ง ศบค.ควรเป็นแกนนำในการสื่อสารสาธารณะเอง ไม่ควรมอบให้หน่วยงานดำเนินการตามภารกิจแบบในช่วงที่ผ่านมา และศบค.ควรทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะจบศึกโรคระบาดครั้งนี้
สอง ศบค. และสมช.ควรทบทวนนโยบายการอนุญาตกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยควรตระหนักถึงความจริงที่เห็นว่า สถานการณ์ระบาดทั่วโลกรุนแรงขึ้นมาก ไม่มีประเทศใดปลอดภัย และต่อให้มีระบบคัดกรองกักตัว 14 วัน ก็มีโอกาสหลุดได้ ทั้งนี้ระบบติดตามตัวที่มีอยู่นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะจัดการได้หากเกิดกรณีหลุดรอด ดังนั้นควรชะลอไปก่อนจนกว่าสถานการณ์ระบาดจะดีขึ้น
สาม ควรยอมรับความจริงว่า จากข้อมูลที่มีอยู่นั้น เราน่าจะกำลังมีการติดเชื้อภายในประเทศ แต่เราไม่ทราบขอบเขต จำนวน การกระจาย ทั้งนี้มาจากรายงานเคสต่างๆ ทั้งที่ตรวจในประเทศและที่ตรวจที่ต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา และควรสื่อสารให้สาธารณชนได้ทราบ ควบคู่ไปกับข้อมูลการวิจัยในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่ตรวจหาระดับแอนติบอดี้ พร้อมคำอธิบายให้เข้าใจ
สี่ รัฐควรจัดระบบบริการตรวจคัดกรองทั้งแยงจมูกและน้ำลายเพื่อหาสารพันธุกรรมไวรัส และตรวจเลือดหาแอนติบอดี้ ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเขตเมือง พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนไปตรวจหากมีประวัติสงสัยและสัมผัส
ห้า หากเทียบสถิติของประเทศอื่นๆ ที่มีการระบาดระลอกสองก่อนหน้าไทยจากการแง้มประตูประเทศ คาดว่าเราจะมีเวลาอีกราว 2-6 สัปดาห์ (ส่วนใหญ่ 2-4 สัปดาห์) ที่จะเตรียมพร้อมรับมือระลอกสอง ดังนั้นโจทย์หลักที่รัฐควรระดมสมองขบคิดคือ ทำอย่างไรจะทำให้คนในประเทศตั้งการ์ดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงได้
...ทำอย่างไรจะให้พฤติกรรมป้องกันตัวของคนนั้นง่ายต่อการปฏิบัติและทำได้อย่างต่อเนื่อง?...
...ทำอย่างไรที่จะให้คนเค้าหันมาป้องกันตัวแล้วเหมือนได้รับรางวัลจูงใจ?...
...ทำอย่างไรที่จะทำให้เค้าทำแล้วยึดติดเป็นนิสัยประจำตัวไปนานนาน?...
...ทำอย่างไรจึงจะมีระบบกระตุ้นเตือนเวลาเค้ามีพฤติกรรมเสี่ยงเวลาใช้ชีวิตในสังคม?...
และ...ทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนเค้าเข้าใจ และรู้วิธีการป้องกันตัวที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องไปทึกทักหรือเดาเอาว่าถูกหรือไม่ถูก?
5 ข้อข้างต้นคือคำถามที่ท้าทาย ดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นโดยถ้วนทั่วและได้ผล ทั้งในบริบทเมืองและบริบทชนบท ทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ
...อย่างไรก็ตาม ก็อยากจะทำ finger cross หวังว่าระลอกสองจะไม่เกิดขึ้นเหมือนหลายประเทศทั่วโลก...
หวังว่าประเทศไทยจะทำได้
ด้วยรักต่อทุกคน
รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ข่าวล่าสุด