2. จากสมมติฐานที่ว่า แนวโน้ม MSME ปี 2564 จากการที่นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศตั้งแต่ตุลาคม 2563 ทำให้ในปี 2564 สสว. คาดการณ์ว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นร้อยละ 50 ของนักท่องเที่ยวปี 2562 ส่งผลให้มีรายได้เข้าประเทศถึง 1.0 ล้านล้านบาท จะส่งผลโดยตรงต่อ GDP MSME อย่างมาก ซึ่งจากการประมาณการ GDP MSME ของ สสว. คาดว่า GDP MSME ปี 2564 จะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 7.98 เป็นผลมาจากการขยายตัวอย่างมากของภาคบริการ ทำให้ทุกสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งภาคผลิต การค้า และบริการได้รับอานิสงส์โดยตรง ส่งผลให้ GDP MSME มาอยู่ที่ 8.485 ล้านล้านบาท โดยเป็นการขยายตัวของ GDP ภาคการเกษตร ประมาณร้อยละ 6.19 GDP ภาคการผลิต ขยายตัวร้อยละ 7.08 GDP ภาคการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 13.75 GDP ภาคการค้าส่งค้าปลีกขยายตัวร้อยละ 6.95 และ GDP ภาคการบริการขยายตัวร้อยละ 9.40
ทั้งนี้ สาขาในภาคการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ สาขาการผลิตเครื่องสำอาง สาขาการผลิตเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ สาขาการผลิตสิ่งทอผืนสำเร็จรูป สาขาการผลิตการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เป็นต้น ส่วนสาขาในภาคการบริการที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สาขาการขนส่ง และการบริการที่เกี่ยวเนื่อง สาขากิจการโรงแรมและที่พักอื่นๆ สาขาภัตตาคาร และร้านขายเครื่องดื่ม เป็นต้น
3. จากสมมติฐานที่ว่า แนวโน้ม MSME ปี 2564 ทั้งภาครัฐมีการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมร้อยละ 1.0 ประมาณ 500,000 ล้านบาท และเริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นร้อยละ 50 ของนักท่องเที่ยวปี 2562 ส่งผลให้มีรายได้เข้าประเทศถึง 1.0 ล้านล้านบาท จะส่งผลโดยตรงต่อ GDP MSME อย่างมาก ซึ่งจากการประมาณการ GDP MSME ของ สสว. คาดว่า GDP MSME ปี 2564 จะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8.63 เป็นผลมาจากการกระตุ้นภาครัฐให้มีการบริโภคภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีการขยายตัวอย่างมากของภาคบริการ ทำให้ ทุกสาขาที่เกี่ยวข้องทั้งภาคผลิต การค้า และบริการได้รับอานิสงส์โดยตรง ส่งผลให้ GDP MSME มาอยู่ที่ 8.536 ล้านล้านบาท โดยเป็นการขยายตัวของ GDP ภาคการเกษตร ประมาณร้อยละ 7.01 GDP ภาคการผลิต ขยายตัวร้อยละ 7.57 GDP ภาคการก่อสร้างขยายตัวร้อยละ 13.82 GDP ภาคการค้าส่งค้าปลีกขยายตัวร้อยละ 7.51 และ GDP ภาคการบริการขยายตัวร้อยละ 10.43
ด้าน สาขาในภาคการผลิตที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คือ สาขาการผลิตเครื่องสำอาง สาขาการผลิตเครื่องหนังและผลิตภัณฑ์จากหนังสัตว์ สาขาการผลิตการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เป็นต้น ส่วนสาขาในภาคการบริการที่มีอัตราการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สาขาการขนส่ง และการบริการที่เกี่ยวเนื่อง สาขากิจการโรงแรมและที่พักอื่นๆ สาขาภัตตาคาร และร้านขายเครื่องดื่ม เป็นต้น
ในขณะที่ภาพรวมของสถานการณ์การส่งออกของ SME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค. ก.ค.) มูลค่าการส่งออกของ MSME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่า 406,407.3 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.2% แต่เมื่ออยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ จะมีมูลค่า 15,290.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลงเท่ากับ 17.4% และหากไม่รวมสินค้าในหมวดทองคำ (HS 7108) จะปรับตัวลดลง 17.2% โดย MSME มีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อการส่งออกรวมเท่ากับ 11.5% ขณะที่การส่งออกรวมของประเทศมีมูลค่า 133,162.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.7%
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกหลักของ MSME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ยังคงปรับตัวลดลงเกือบทุกตลาด มีเพียงตลาดสหรัฐที่ขยายตัวได้ 19.9% สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของ MSME ในปี 2563 ที่ขยายตัวได้ ได้แก่ สินค้ากลุ่มผลไม้สด (+13.4%) สินค้ากลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ (+10.6%) และสินค้ากลุ่ม ยานยนต์และส่วนประกอบ (+6.0%) ในทางกลับกันสินค้าส่งออกสำคัญที่ยังหดตัวต่อเนื่องในปีนี้ คือ สินค้ากลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับที่ปรับตัวลดลง 48.1%
ส่วน ภาพรวมการส่งออกไปจีนของ MSME ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 MSME มีการส่งออกไปยังประเทศจีนมูลค่า 2,585.0 คิดเป็นสัดส่วน 16.9% ของ MSME Export ทั้งหมดจึงนับเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญลำดับที่หนึ่งของ MSME โดยอัตราการขยายตัวลดลง 2.7% ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมา จากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดในจีนตั้งแต่ต้นปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของ MSME คือผลไม้ ซึ่งมีมูลค่า การส่งออกไปยังจีนมากที่สุด คิดเป็น 75% ของมูลค่า MSME Export ไปยังจีนทั้งหมด และยังมีการเติบโตต่ออย่างเนื่องแม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19
โดย MSME ส่งออกสินค้าทางการเกษตรไปยังจีน 1,310 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 50.7% (เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีสัดส่วน 44.5%) ของการส่งออกไปยังจีนทั้งหมด และมีอัตราการขยายตัวเท่ากับ 10.8% โดยสินค้าทางการเกษตรที่ MSME ส่งออกไปจีน ส่วนใหญ่ 84.5% เป็นสินค้าเกษตรที่ยังไม่แปรรูป ได้แก่ ผลไม้ ปลา และเนื้อสัตว์ และอีก 14.5% เป็โนสินค้าเกษตรแปรรูป ได้แก่ น้ำตาล ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและพืชผักแปรรูป