เนชั่นทีวี

ข่าว

TMA ดึงกูรูไทย-ต่างชาติ ชี้ช่องธุรกิจฝ่าวิกฤติ

11 ก.ย. 2563 | orawan_jan

TMA ดึงกูรูไทย-ต่างชาติ ชี้ช่องธุรกิจฝ่าวิกฤติ

กลุ่มผู้นำองค์กรไทย-นานาชาติ ร่วมแนะทางออกภาคธุรกิจไทยยกระดับความสามารถด้านการแข่งขันในสถานการณ์ COVID-19 ในงานสัมมนาออนไลน์ "Thailand Competitiveness Conference 2020" จัดโดย TMA ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องรับความเปลี่ยนแปลง พร้อมปรับตัวรอบด้านเพื่อก้าวออกจากวิกฤติเพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)จัดงาน "Thailand Competitiveness Conference 2020" บนระบบออนไลน์ภายใต้แนวคิด 3 ด้านคือ Reality Check, Understandingthe Future และ Shifting the Strategy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะแนวทางในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในช่วงวิกฤติCOVID-19 พร้อมมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจรวมถึงประชาชนร่วมกันแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนภายใต้วิถีชีวิตปรกติใหม่(New Normal) โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้จากแวดวงธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ประมาณ 500 คน

 





ศาสตราจารย์ สเตฟาน แกเรลลี (Prof.StephaneGeralli) ผู้ก่อตั้งสถาบัน IMD WorldCompetitiveness Center กล่าวว่า สถานการณ์ COVID-19ส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งนับเป็น 10%ของ GDP ทั้งโลกนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งต่อการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนโดยในภาคธุรกิจมี ความน่าเป็นห่วงคือการเกิดหลุมดำทางเศรษฐกิจซึ่งอาจทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กไม่อาจอยู่รอดได้เพราะถูกบริษัทที่ใหญ่กว่ากว้านซื้อและทำให้เกิดภาวการณ์การลงทุนมากเกินความจำเป็น (Overcapitalization) โดยบริษัทยักษ์ใหญ่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

 






จากภาวะดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดเทรนด์โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันเช่น Grab, Uber, Tesla ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแต่กลับไม่ทำกำไรจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าอาจจะนำไปสู่การพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีกระแสการนำแหล่งผลิตกลับสู่ประเทศต้นกำเนิด แทนการ Outsource ไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกเพื่อสร้างอาชีพให้คนในประเทศ และยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนโดยในภูมิทัศน์ใหม่ของโลกหลังเกิดวิกฤติ COVID สิ่งที่ผู้คนจะต้องการมากที่สุดจากองค์กรต่างๆ ได้แก่ ความปลอดภัย ความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน








ในส่วนของประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศขนาดกลางสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและอยู่รอดได้คือการปรับโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนและใช้ความยั่งยืนนี้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะไม่เพียงเป็นแนวโน้มความต้องการของคนยุคใหม่เท่านั้นแต่ยังจะช่วยสร้างความแตกต่างรวมถึงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาตซึ่งถือเป็นความท้าทายและโอกาสดีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้เกิดขึ้นภายในประเทศโดยความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของทางภาครัฐที่จะช่วยกำหนดนโยบายและผลักดันโครงการต่างๆ ที่ภาคเอกชนไม่สามารถทำได้เอง

 









ศาสตราจารย์ อาทูโร่ บริส (Prof.ArturoBris) ผู้อำนวยการสถาบัน IMD WorldCompetitiveness Center กล่าวว่า จากวิกฤติ COVID-19จะเห็นได้ว่าเกือบทุกประเทศต่างไม่มีความพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยประเทศที่มีขนาดพื้นที่เล็กจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าโดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจดีที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ สิงคโปร์ เดนมาร์กสวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง

 

 

 






ในส่วนของประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศขนาดกลางสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและอยู่รอดได้คือการปรับโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนและใช้ความยั่งยืนนี้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะไม่เพียงเป็นแนวโน้มความต้องการของคนยุคใหม่เท่านั้นแต่ยังจะช่วยสร้างความแตกต่างรวมถึงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาตซึ่งถือเป็นความท้าทายและโอกาสดีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้เกิดขึ้นภายในประเทศโดยความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของทางภาครัฐที่จะช่วยกำหนดนโยบายและผลักดันโครงการต่างๆ ที่ภาคเอกชนไม่สามารถทำได้เอง

 

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ก่อนหน้าสถานการณ์COVID-19ในวงงการธุรกิจต้องพบกับภาวการณ์หยุดชะงัก หรือDisruptionมาแล้วมากมาย ทั้งDigital Disruptionและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นเราต้องพิจารณาว่าโมเดลธุรกิจที่เราจะเดินหน้าต่อไปควรจะเป็นอย่างไร โดยขอยกตัวอย่างธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในหลาย ๆ ด้าน เช่น ผู้ปฏิบัติการ หรือเจ้าของทรัพย์สินจะสร้างความสมดุลอย่างไรระหว่างทรัพย์สินขององค์กร หรือทรัพย์สินที่ต้องเช่า รวมถึงทรัพย์สินที่ต้องบริหารงาน โดยอาจมีทรัพย์สินบางอย่างที่เราอาจต้องลงทุนเพิ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงพันธมิตรธุรกิจเพราะในสถานการณ์COVID-19การดำเนินธุรกิจเพียงลำพังบนโลกธุรกิจคงไม่เพียงพอในการตอบโจทย์การให้บริการที่ครบวงจรมากขึ้น ดังนั้นเราจึงอาจเห็นภาพธุรกิจโรงแรมร่วมมือกับสายการบิน โรงพยาบาล หรือประกันภัย เป็นต้น









ถัดมาคือเรื่องสุขอนามัยซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานใหม่ที่ผู้คนจะให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึงเรื่องเทคโนโลยีที่จะนำมาให้บริการที่ตรงความต้องการลูกค้าและสามารถนำมาใช้ในการทำงานในทุกสถานที่ ตลอดจนเรื่องของความยั่งยืน โมเดลธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องคำนึงถึง3เรื่องคือ1.การช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดและให้ความยืดหยุ่นในการให้บริการ2.การให้บริการที่ประทับใจ และ3.การให้ความคุ้มค่าแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการ











นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ "ทีเส็บ" กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา "ทีเส็บ" เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์มาตรการและแนวทางการเตรียมความพร้อมเปิดกิจการ หรือการจัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและกีฬาในสถานการณ์COVID-19ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนด้านสุขอนามัยของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อCOVID-19สำหรับผู้ประกอบกิจการและสถานที่สาธารณะกรณีผ่อนผันการดำเนินกิจการ และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเป็นคณะทำงานลงมือปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมจัดทำข้อเสนอแนวทางการผ่อนปรนเปิดกิจการและกิจกรรมไมซ์โดยทำงานร่วมกับ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (ศบค.) และภาคเอกชน เพื่อนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลจนมีแนวทางชัดเจน และมีความพร้อมเตรียมการเปิดกิจกรรมของอุตสาหกรรมไมซ์
























สำหรับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการไมซ์ในสถานการณ์COVID-19 "ทีเส็บ" ได้จัดแพ็คเกจ "ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า" โดยตั้งเป้าหมายไว้500กรุ๊ป สำหรับองค์กรที่จัดประชุม (Meetings) 30คน ขึ้นไป โดยจะให้งบประมาณสนับสนุน3หมื่นบาท สำหรับการเดินทางข้ามจังหวัด มีการพักในโรงแรม หรือสถานประกอบการ พร้อมจัดฟังก์ชันการจัดประชุมและช่วยเหลือชุมชน โดยยังจัดงบประมาณสนับสนุน1.5หมื่นบาทสำหรับโรงแรมที่ขอรับการสนับสนุนการจัดประชุมต่อ1วัน ขณะเดียวกันยังมีแพ็คเกจ "ประชุมเมืองไทย ร่วมใจขับเคลื่อนชาติ" สำหรับการประชุมนานาชาติ (Conventions)ในประเทศโดยได้จัดงบประมาณ5หมื่น 1.2แสนนบาท สำหรับกลุ่มคณะ100คนขึ้นไปที่มีการพัก2วัน1คืน ตลอดจนแพ็คเกจ "งานแสดงสินค้าในประเทศ นำเศรษฐกิจไทยไปไกลกว่า" สำหรับงานแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions)ในลักษณะB2Bบนพื้นที่3พันตารางเมตรขึ้นไป มีงบประมาณให้1ล้านบาท และ8แสนบาทสำหรับการจัดงานบนพื้นที่ต่ำกว่า3พันตารางเมตร โดยบริษัท ห้างร้าน และองค์กรต่าง ๆ สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มได้ที่https://www.thaimiceconnect.com/

ข่าวล่าสุด