สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)จัดงาน "Thailand Competitiveness Conference 2020" บนระบบออนไลน์ภายใต้แนวคิด 3 ด้านคือ Reality Check, Understandingthe Future และ Shifting the Strategy โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะแนวทางในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในช่วงวิกฤติCOVID-19 พร้อมมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ธุรกิจรวมถึงประชาชนร่วมกันแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนภายใต้วิถีชีวิตปรกติใหม่(New Normal) โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้จากแวดวงธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนผู้สนใจทั่วไป ประมาณ 500 คน
ศาสตราจารย์ สเตฟาน แกเรลลี (Prof.StephaneGeralli) ผู้ก่อตั้งสถาบัน IMD WorldCompetitiveness Center กล่าวว่า สถานการณ์ COVID-19ส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อภาคการท่องเที่ยวซึ่งนับเป็น 10%ของ GDP ทั้งโลกนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งต่อการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนโดยในภาคธุรกิจมี ความน่าเป็นห่วงคือการเกิดหลุมดำทางเศรษฐกิจซึ่งอาจทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กไม่อาจอยู่รอดได้เพราะถูกบริษัทที่ใหญ่กว่ากว้านซื้อและทำให้เกิดภาวการณ์การลงทุนมากเกินความจำเป็น (Overcapitalization) โดยบริษัทยักษ์ใหญ่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
จากภาวะดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดเทรนด์โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันเช่น Grab, Uber, Tesla ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแต่กลับไม่ทำกำไรจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าอาจจะนำไปสู่การพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีกระแสการนำแหล่งผลิตกลับสู่ประเทศต้นกำเนิด แทนการ Outsource ไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกเพื่อสร้างอาชีพให้คนในประเทศ และยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนโดยในภูมิทัศน์ใหม่ของโลกหลังเกิดวิกฤติ COVID สิ่งที่ผู้คนจะต้องการมากที่สุดจากองค์กรต่างๆ ได้แก่ ความปลอดภัย ความโปร่งใส จริยธรรม และความยั่งยืน
ในส่วนของประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศขนาดกลางสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและอยู่รอดได้คือการปรับโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนและใช้ความยั่งยืนนี้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะไม่เพียงเป็นแนวโน้มความต้องการของคนยุคใหม่เท่านั้นแต่ยังจะช่วยสร้างความแตกต่างรวมถึงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาตซึ่งถือเป็นความท้าทายและโอกาสดีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้เกิดขึ้นภายในประเทศโดยความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของทางภาครัฐที่จะช่วยกำหนดนโยบายและผลักดันโครงการต่างๆ ที่ภาคเอกชนไม่สามารถทำได้เอง
ศาสตราจารย์ อาทูโร่ บริส (Prof.ArturoBris) ผู้อำนวยการสถาบัน IMD WorldCompetitiveness Center กล่าวว่า จากวิกฤติ COVID-19จะเห็นได้ว่าเกือบทุกประเทศต่างไม่มีความพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยประเทศที่มีขนาดพื้นที่เล็กจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าโดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจดีที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ สิงคโปร์ เดนมาร์กสวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และฮ่องกง
ในส่วนของประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศขนาดกลางสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวและอยู่รอดได้คือการปรับโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนและใช้ความยั่งยืนนี้เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะไม่เพียงเป็นแนวโน้มความต้องการของคนยุคใหม่เท่านั้นแต่ยังจะช่วยสร้างความแตกต่างรวมถึงดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาตซึ่งถือเป็นความท้าทายและโอกาสดีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้เกิดขึ้นภายในประเทศโดยความยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือของทางภาครัฐที่จะช่วยกำหนดนโยบายและผลักดันโครงการต่างๆ ที่ภาคเอกชนไม่สามารถทำได้เอง