ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ระบุ ความต้องการปริมาณการใช้ยางพาราจากถุงมือยางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทย ที่มีการเติบโตเฉลี่ย 12-25% ต่อปี และมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งหลังจากโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้การเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 30% คาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ที่ 250,000 ล้านชิ้นต่อปี สถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีความต้องการเพิ่มเป็น 3 แสนล้านชิ้นต่อปี ซึ่งปัจจุบัน มาเลเซียมีส่วนแบ่งการตลาด 60% ไทย 15%
ส่วนตลาดเป้าหมายอย่าง อเมริกาและยุโรป ถือเป็นผู้ใช้บริการหลักปีละ 60,000 ล้านชิ้น ผู้ประกอบการในประเทศไทยจึงหารือกันถึงแนวทางในอนาคต ว่าจะต้องตั้งเป้าจุดยุทธศาสตร์ของไทยเป็น ผู้ผลิตถุงมือยางธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก
ด้านวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล นายกสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ระบุ หากอ้างอิงจากปริมาณการส่งออกถุงมือยางของไทย ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8-15% เป็นข้อได้เปรียบและโอกาสที่ดีของผู้ประกอบอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทย รวมไปถึงกลุ่มประเทศผู้ใช้ถุงมือยางรายใหม่ที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ ประเทศอินเดีย กลุ่มประเทศตะวันอออกกลางดังนั้น ภาครัฐต้องช่วยสนับสนุนออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตถุงมือยางพาราให้มากขึ้น เพื่อใช้สำหรับปรับปรุงเครื่องจักร ขยายกำลังการผลิต ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ซึ่งสินค้าที่ตรงความต้องการส่วนใหญ่ผลิตจากยางธรรมชาติ ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้ยางเพื่อเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จึงสูงขึ้นตามไปด้วย หากมีการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบจากยางธรรมชาติในประเทศไทยให้มากขึ้นจะถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ต่อยอดสู่อุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ และเศรษฐกิจของประเทศย่อมดีขึ้นด้วย