ประเด็นเรื่องม็อบ'นักเรียนเลว-ปลดแอก'ยังเป็นที่พูดถึงกันอยู่ เพราะยังการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรายการ "ถามสุดซอย" ทางช่องเนชั่น ช่อง 22ได้เปิดใจสัมภาษณ์ "รศ.ดร.เจษฎ์ โทณวณิก" นักวิชาการอิสระ กรณี 2 ม็อบที่เตรียมชนรัฐบาล พร้อมจี้ให้ทำตามข้อเรียกร้อง ถ้าทำไม่ได้ให้ลาออก
เรื่องม็อบนักเรียน เขาเรียกตัวเองว่านักเรียนเลว เขาตั้งกันเองมั้ย?"เขาคงตั้งกันเองและคงมองจากหลายๆ อย่าง เช่น มองจากเสียงสะท้อน อาจมีผู้ใหญ่บอกว่าเรียนไปเถอะ อย่าออกมาชุมนุม อย่าออกมาประท้วง ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายในบ้านเมือง ถ้ายังเรียนได้ไม่ดีหรือไม่สามารถหางานทำ มีเงินเข้ามาสนับสนุนบ้านเมือง ก็อย่าทำความเดือดร้อนให้คนอื่น เขาก็คงรู้สึกว่าพอได้ยินเสียงแบบนี้มากๆ เป็นนักเรียนเลวก็ได้ แต่เดี๋ยวสักพักเขาจะบอกว่าเป็นนักเรียนเลวที่สร้างความดีงามให้บ้านเมือง จะทำให้บ้านเมืองไปสู่การพัฒนา หรือเขามาบอกว่าไม่รู้นักเรียนเลว หรือผู้ใหญ่เป็นหรือทหาร มันคงเป็นลูกเล่น เหมือนทำแฮชแท็กมากระตุก"
"ซึ่งโดยทั่วไปอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นอย่างนั้นเลย การที่คุณมีความคิดเห็น หรือออกมาชุมนุมก็ไม่ใช่เรื่องดีเลวอะไรหรอก เพียงแต่ว่าในบ้านเมืองทุกคนอยากอยู่อย่างสงบ ก็ทำอยู่ในกรอบที่จะไม่ไปรบกวนความสงบสุขของผู้อื่น มีความคิดเห็นก็แสดงออกมา แต่ว่าในความเป็นเด็กและเยาวชน เราต้องรู้นะว่าวันหน้าเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป เราก็ต้องมองดูว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้มันจะติดตัวไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดเด็กก็จะมาถามเรา ทำไมตอนนั้นทำแบบนั้น ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น ทำแล้วได้ผลอะไรมั้ย แต่ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรไป เกิดผลลบ เกิดผลกระทบความเสียหายก็อย่าไปทำ"
"ยิ่งลูกหลานถามเรา พ่อแม่ถูกเขาหลอกไปเปล่า แล้วถ้าถูกหลอกไปจริงๆ วันนั้นจะไปตอบลูกหลานได้ยังไง เรื่องเหล่านี้ต้องคิดให้มาก นักเรียนก็มีสิทธิ์ เพราะต้องคิดอย่างนี้ บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลาย ไปสกัดเขาก็อย่าไปทำ ถ้าผู้ใหญ่วันนี้ทุจริตโกงกิน ฉ้อราษฎร์บังหลวง และไม่ทำมาหากิน ทำให้บ้านเมืองเดินไปทางสุจริต ต่างคนต่างทำอะไรบิดเบือน หากินทุจริตหมด ฉะนั้นเขาก็ต้องมีสิทธิ์ เพราะบ้านเมืองนี้เขาต้องอยู่ต่อไป"
"แต่ไม่ใช่หมายความว่าเด็กเหล่านี้จะมีสิทธิ์ทำอะไรกับบ้านเมืองก็ได้ เสรีภาพที่ใช้ก็ไม่ต้องไปล่วงล้ำเสรีภาพคนอื่น การเรียกร้องก็ต้องเรียกร้องพอเหมาะพอควรกับสถานะความเป็นประชาชนร่วมกัน เราจะไม่มาคุยกันหรอกว่าเด็กกอย่ามาเสนอเรื่องเหล่านี้เกินตัว แต่ต้องอยู่บนความเหมาะสม ไม่ใช่ฉันเป็นเด็ก ฉันจะอยู่นานกว่าพวกเธอ ฉันมีสิทธิ์พูดมากกว่าในเมื่อฉันเป็นเยาวชน อายุฉันน้อย อายุเธอมาก วันนึงเธอตายฉันก็จะอยู่แทน ต้องรับข้อเรียกร้องฉันไป ซึ่งไม่จริงเสมอไป เด็กเสียชีวิตก่อนคนแก่ก็มี คนแก่จำนวนหนึ่งอยู่ยาวกว่าเด็ก อย่ามาใช้แค่เรื่องอายุ หรือความเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ ว่าฉันต้องเป็นเจ้าของบ้านเมืองนี้สืบต่อไป ต้องฟังฉัน เป็นไปไม่ได้"
นักเรียนจาก 50 โรงเรียน คิดว่าเป็นพลังบริสุทธิ์หรือเปล่า?"เบื้องต้นต้องบอกว่าข้อสันนิษฐานประการแรก ต้องบอกเขาว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ ประการที่สองอาจมีคนมาคุย คอยให้คำแนะนำ บอก สอน หรือให้ข้อมูล อันนี้เป็นไปได้ สามคือมีคนอยู่เบื้องหลัง ข้อสันนิษฐานประการที่สี่ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่อาจมีความเป็นไปได้คือมีคนใช้น้องๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือ ถ้าพลังบริสุทธิ์ถูกใช้ไปด้านลบ ก็จะไม่เป็นผลดีกับบ้านเมือง เราจะทำยังไงให้พลังบริสุทธิ์เหล่านี้ถูกสร้างเป็นพลังในด้านบวก ต้องคอยฟังเขาดู"
"แล้วข้อสองสามสี่ ถ้าให้ข้อมูลในด้านลบต้องขจัดออกไป ยิ่งคนหนุนหลังให้เขาทำสิ่งไม่ดี รวมถึงคนที่ใช้เขาเป็นเครื่องมือ เราต้องแทรกเข้าไป หาวิธีขจัดออกไป ทุกข้อเรียกร้องเป็นไปได้หมดแหละ เรื่องที่เขาบอกว่าเขาถูกคุกคาม คุกคามคืออะไร มันอาจเกิดผลกระทบกับเขาจริง สมมติเขาขึ้นเวที แล้วมีคนใส่ครึ่งท่อนมากอดอกฟัง พอเขาลงจากเวทีก็ถามเบอร์โทรเขา ไม่รู้เอาไปใช้ด้านไหน เขารู้สึกถูกคุกคาม"
"ก็ลองคุยกันดูว่าจะหาทางออกร่วมกันยังไง ถ้าคอยสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดความเสียหายก็ไปคอยดู อย่าไปตามเขา ขี่รถตามเขาถึงบ้าน ข้อสองสามที่เขาขอ เขาบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญดีมั้ย ท้ายที่สุดได้รับธรรมนูญมาแล้วยุบสภา ก็ว่ากันไป ส่วนข้อต้องห้ามที่เขาไม่เอา คือไม่ให้มีปฏิวัติรัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ มันก็ฟังได้ และเขามีความฝันที่จะมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ฝันร่วมกันได้ เพียงแต่รายละเอียดความฝันเป็นยังไง"