เช่นเดียวกับบนายสารยศ โมมะเกลือ กล่าวว่า ในส่วนของตนที่ได้รับความเสียหายถูกนางพ.พร้อมพวกหลอกทำสัญญาและเชิดรถหนีนั้น เป็นรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อโตโยต้า เหลืองวดประมาณ 350,000 บาท ซึ่งอยากเปลี่ยนคันใหม่ เนื่องจากคันนี้ไม่เหมาะกับประโยชน์ใช้สอย เพราะคันใหญ่ ไถนาและทำแปลงปลูกผักไม่สะดวก จึงประกาศขายทางเฟซบุ๊ก ก่อนที่นาง พ.พร้อมพวก จะเข้ามาติดต่อและนัดทำสัญญากันที่บ้านของตนในราคา 140,000 บาท โดยวางเงินสดมัดจำวันทำสัญญาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 100,000 บาท อีก 40,000 บาท ตกลงจ่ายวันที่ 15 มีนาคม 2563 ทั้งนี้ในวันนั้นตนได้เดินทางมาที่บ้านของนาง พ.ด้วย เพื่อจะมาเอาโฉนดที่ดินนาง พ.เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่วนที่เหลือ 40,000 บาท ได้ติดตามมาถึงบ้านแต่ไม่พบทั้งรถและคน จึงได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ยางตลาด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวนางพ.พร้อมพวกมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่นายสมรัก วรรณโสภา กล่าวว่า ตนมีรถแทรกเตอร์ 2 คัน ยี่ห้อยันมาร์ เหลือค่างวด 800,000 บาท จึงอยากขายออก 1 คัน เพราะไม่ค่อยได้ใช้งาน ประกอบกับสุขภาพไม่ค่อยดี จึงประกาศขายทางเฟซบุ๊ค ก่อนที่นาง พ.พร้อมพวกจะติดต่อ นัดทำสัญญาเปลี่ยนผู้ครอบครองและรับช่วงส่งงวดต่อ ที่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายแห่งหนึ่งในตัว จ.อำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2562 โดยตนขอค่าส่วนต่างจากนาง พ.จำนวน 30,000 บาท ทั้งนี้ สัญญายังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายแจ้งว่าต้องให้ทางไฟแนนซ์สำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ ตรวจสอบเอกสารรถและผู้เช่าซื้อให้เสร็จสิ้นก่อน แต่นาง พ.ได้ต่อรองขอนำรถมาใช้ก่อน ตนเห็นใจจึงยอมมอบรถให้ เพื่อความมั่นใจตนได้เดินทางติดตามนาง พ.และรถมาที่บ้านในตัว อ.ยางตลาด และขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสักขีพยานในการทำหนังสือส่งมอบรถกัน