ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับ 3 เสาธุรกิจหลัก (Value Chains) ได้แก่ 1. ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ 2.ภาคการค้าและการลงทุน และ3. ภาคเกษตรและอาหาร เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์และพันธกิจของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
"ภาคธุรกิจเกษตรและอาหาร นับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีจำนวนประชากรรายครัวเรือน ปี 2562 จำนวน 7.9 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่เกษตรกรรม 149 ล้านไร่ของพื้นที่ประเทศ และมีกำลังแรงงานในภาคเกษตรจำนวนทั้งสิ้นกว่า 11.88 ล้านคน โดยมีการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารไทย ปี 2563คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออก ถึง 1,025,000 ล้านบาท ซึ่งตลอดทั้งปีภาคเกษตรและอาหารของไทยต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ อันเนื่องมาจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด ภัยแล้งที่สร้างความเสียหายต่อภาคเกษตร ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตตกต่ำ การขาดมาตรฐานสินค้า (Food Safety) และปัญหาความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจเกษตร อาทิ ปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ เป็นต้น"
ดังนั้น การลงนามความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการยกระดับความร่วมมือและเครือข่ายระหว่างองค์กรที่สำคัญ ที่จะร่วมกันพัฒนาด้านอาหารตามความต้องการของตลาดสู่เชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ซึ่งสถาบันอาหาร จะเป็น Think Tank ให้สมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ 95,000 ราย โดยสถาบันอาหาร จะให้คำปรึกษา บริการ และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในการพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป