เนชั่นทีวี

ข่าว

นักการเงินแนะรัฐถมเพิ่ม 1 ล้านล้าน 'กู้' เศรษฐกิจ

18 ส.ค. 2563 | SIRIWAN_SIR

นักการเงินแนะรัฐถมเพิ่ม 1 ล้านล้าน 'กู้' เศรษฐกิจ

นักการเงินแนะรัฐบาลเพิ่มเงินอัดฉีดพยุงเศรษฐกิจเพิ่มอีก 1 ล้านล้าน จัดสรรงบช่วยเอสเอ็มอี เพื่อรักษาการจ้างงาน พร้อมหารายได้เพิ่ม โดยการเพิ่มการจัดเก็บภาษี หันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนา เรื่อง "โลกเปลี่ยนไทยปรับ รองรับวิกฤตโรคระบาด" เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรเอกชนและประชาชนที่สนใจ เกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและทิศทางของประเทศไทย ทั้งระหว่างและภายหลังการเกิดวิกฤติโรคระบาด รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในอนาคตและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เพื่อสรุปและรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป
บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า วิกฤติโควิด-19 มีความรุนแรงมาก และส่งผลกระทบไปทั่วโลก เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไปพยุงเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านบาท นั้นยังไม่เพียงพอ ควรจะเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องอย่ากลัวว่าหนี้สาธารณะจะติดเพดาน 60-70% เพราะเม็ดเงินนี้จะช่วยกอบกู้เศรษฐกิจไว้ได้
แต่จะต้องมีแผนการดำเนินการที่ชัดเจน ว่าจะมีวิธีจัดการหนี้สาธาณะที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร โดยมีข้อเสนอแนะ 3 เรื่องคือ 1. การปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จากปัจจุบัน 20% เพิ่มเป็น 25% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 แสนล้านบาทต่อปี โดยไม่กระทบประชาชนเพราะเก็บจากภาคธุรกิจที่มีผลกำไร 2. ขึ้นภาษีทรัพย์สินต่างๆ ซึ่งไม่กระทบคนจน เพราะคนจนมีทรัพย์สินน้อย แต่คนรวยเป็นกลุ่มที่มีทรัพย์สินมากก็ควรจะต้องเสียภาษีมาก และ 3.แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงพลังงานเพียง 2 แห่ง ก็จะมีรายได้เข้ามาถึง 2 ล้านล้านบาท 
นอกจากนี้ การช่วยเหลือเอสเอ็มอี รัฐบาลควรจะเข้าไปชดเชยรายได้กับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ โดยดูจากการจ่ายภาษี หากจ่ายมากก็ควรได้รับการชดเชยมาก รวมทั้งการจัดสรรงบ 1 แสนล้านบาทให้กับท้องถิ่นต่างๆ  นำไปให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ โดยควรจะให้จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำมากกว่าจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวที่สูงกว่า เพื่อกระจายรายได้ลงท้องถิ่น
ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ ขณะนี้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบรุนแรง รัฐบาลควรจะยดเว้นภาษีไปจนถึงสิ้นปี และช่วยอุดหนุนงบประมาณเพื่อรักษาการจ้างงาน โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ควรได้รับการชดเชยจากรัฐ 75% ระดับรองลงมา 50% และผู้ประกอบการทั่วไป 25% แบบประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยรักษาการจ้างงานได้มาก นอกจากนี้ รัฐบาลต้องมีมาตรการจัดหารายได้เพิ่ม โดยการเพิ่มการจัดเก็บภาษี จัดเก็บผู้ที่มีรายได้แต่ไม่เคยเสียภาษี ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น หันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ไม่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและท่องเที่ยวเกินไป และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ เช่น การเปิดประเทศ การเปิดเขตการค้าเสรี เพื่อการนำเข้าสินค้ามาต่อยอดการผลิตได้มากขึ้น 

ข่าวล่าสุด