การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการลงประชามติต่อการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งผลเฉลี่ยจากโพลล์ส่วนใหญ่พบว่า ชาวอเมริกันเกินครึ่งไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ ขณะที่ไบเดนมีคะแนนนิยมทั่วประเทศนำห่างทรัมป์ถึง 10 จุด เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐฯ ที่แทบทุกคนมองตรงกันว่า ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันนี้ ไบเดนจะเป็นผู้ชนะแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่ไบเดนต้องทำในอีก 80 กว่าวันที่เหลือก่อนถึงวันเลือกตั้งก็คือ เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกสายตายังคงจับจ้องไปที่ทรัมป์ และทำให้ตัวเขาเองดู "โลว์โปรไฟล์" ที่สุด ซึ่งการเลือกแฮร์ริสเป็นคู่ท้าชิงก็ถือว่าตอบโจทย์ไบเดนมากที่สุด
กมลา แฮร์ริส เป็นตัวเต็งมาตั้งแต่ต้น การที่ไบเดนเลือกเธอจึงทำให้คอการเมืองรู้สึกว่า เป็นการตัดสินใจที่ "ไม่น่าตื่นเต้น" แต่ในอีกแง่หนึ่ง ความตื่นเต้นเป็นสิ่งที่ไบเดนไม่ต้องการ ไม่เหมือนกับผู้สมัครประธานาธิบดีหลายคนในอดีตที่มักเลือกคู่ท้าชิงที่ "คาดไม่ถึง" เวลาตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก แต่นั่นไม่ใช่สถานการณ์ที่ไบเดนกำลังเผชิญในตอนนี้
ไบเดนต้องการรองประธานาธิบดีที่ "รู้ใจ" และมีมุมมองต่อโลกแบบเดียวกัน เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งแฮร์ริสถูกมองเป็นเดโมแครต "สายกลาง" เหมือนกับไบเดน แถมเธอยังรู้จักกับ "โบ" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของไบเดนที่จากไปด้วยโรคมะเร็งสมองเมื่อ 5 ปีก่อน สมัยที่ทั้งคู่ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียและเดลาแวร์ในช่วงเดียวกัน