บินสำรวจทุ่งกุลาร้องไห้เตรียมทำฝนหลวง
29 ก.ค. 2563 | kavintra_chi

อธิบดีกรมฝนหลวงลงพื้นที่รับทราบปัญหาชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ สำรวจเมฆ-สัมพัทธ์อากาศเพื่อเตรียมช่วยแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงของชาวนาทุ่งกุลา มั่นใจว่าแก้ไขสถานการณ์ได้
ข่าว
29 ก.ค. 2563 | kavintra_chi

อธิบดีกรมฝนหลวงลงพื้นที่รับทราบปัญหาชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ สำรวจเมฆ-สัมพัทธ์อากาศเพื่อเตรียมช่วยแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงของชาวนาทุ่งกุลา มั่นใจว่าแก้ไขสถานการณ์ได้
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายแทนไทร์ พลหาญ ผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด และนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงพื้นที่ เพื่อพบปะพูดคุย ให้คำปรึกษา-รับฟังปัญหา ผลกระทบจากภัยแล้งอันสืบเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วง ซึ่งส่งผลกระทบ กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย และเครือข่ายครอบคลุม 13 ตำบล 175 หมู่บ้าน ประชาชน 9,000 ครัวเรือน พบว่า นาข้าวกว่า 1 แสนไร่ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ขาดน้ำตั้งแต่ต้นฤดูฝน จนถึงปัจจุบัน กำลังแห้งตายนายประยงค์ คงสุดี ประธานสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย เรียกร้องให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เร่งสำรวจความเป็นไปได้ ในการทำฝนหลวงช่วยเหลือนาข้าว ที่เริ่มแห้งตายเพราะผลพวงจากภัยแล้ง พร้อมกับ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ สํารวจสถานการณ์ภัยแล้ง เตรียมดําเนินการกำหนดแผน ในการทําฝนหลวง เพื่อช่วยเร่งแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อรอฝน ให้กับชาวนา
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งภาคอีสาน ซึ่งมีปฏิบัติการอยู่ 2 ศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่งรับผิดชอบในอีสานเหนือ 10 จังหวัด และ ศูนย์รับผิดชอบ อีสานกลาง 10 จังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งทั้งสองศูนย์มีการปฏิบัติการ อย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาการ ขาดแคลนน้ำฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ ทุ่งกุลาร้องไห้ ก็ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง โดยการตั้งศูนย์ อีสานกลาง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จนถึง 25 กรกฎาคม 2561 มีผลการปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 51 วัน 223 เที่ยวบิน มีผลฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 46 วัน ในเขตพื้นที่ 8 จังหวัด สามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และคลี่คลาย สถานการณ์ความเดือดร้อน ของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่เต็มพื้นที่ ก็จะมีการ ดำเนินการต่อไป จนกว่าจะพ้นห้วงระยะของฝนทิ้งช่วง ซึ่งคาดว่าน่าจะหมดภายในเร็วๆนี้ แต่ก็ยังจะดูแลต่อเนื่องต่อไป ถึงแม้จะมีฝนธรรมชาติก็มาช่วยด้วยแล้วก็ตาม เพราะยังมี หลายพื้นที่ ที่กำลังประสบปัญหาค่อนข้างแล้งรุนแรง ต้องการรับความช่วยเหลือ และรุนแรงที่สุดคือจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีฝนน้อยกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งการดำเนินการยังมั่นใจ ด้านการ ของหน่วยปฏิบัติการกรมฝนหลวงมีความพร้อมที่ โดยมีการนำเครื่องไม้เครื่องมือและเจ้าหน้าที่ ออกปฏิบัติการเต็มกำลัง ทั้งหมด และหากพื้นที่วิกฤตรุนแรง ก็ยังได้รับการประสานความร่วมมือ จากกองทัพอากาศ และกองทัพบก เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
สำหรับการบินสำรวจสภาวะเมฆในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และเขตจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่าสภาวะความสัมพัทธ์อากาศในระดับความสูง 1 หมื่นฟุตเป็นที่น่าพอใจ ร้อยละ 60 แต่ในระดับ 6,000 ฟุต ความสัมพัทธ์อากาศต่ำกว่าที่สามารถปฏิบัติการทำฝนหลวงได้ ต้องรอพัฒนาตัวให้รวมตัวกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในก้อนเมฆมากขึ้นจนพอที่จะทำให้กลายเป็นเม็ดฝนได้ก็จะเข้าดำเนินการทันที ในขณะการดำเนินการก็ต้องมีการตรวจสอบในส่วนของทิศทางลมด้วย เพื่อกำหนดให้การทำฝนหลวงตกในพื้นที่ที่ต้องการได้ ซึ่งต้องมีการบินสำรวจและกำหนดแผนเป็นวันต่อวันไป เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้ตรงตามความต้องการ