เนชั่นทีวี

ข่าว

​"กัลยา"ชี้หลังโควิดเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จะอยู่รอด

28 ก.ค. 2563 | anuphan_cha

​"กัลยา"ชี้หลังโควิดเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จะอยู่รอด

"กัลยา"ชี้ โลกหลังโควิด-19 หากปรับตัวเร็วเรียนรู้เทคโลยีใหม่จะอยู่รอด แนะรัฐสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้ทุกคนเข้าถึงได้ "นักวิชาการ" มองการเปลี่ยนแปลงมาเร็วกว่าเดิม10ปีต้องสร้างรากฐานจากชุมชนให้อยู่ได้ หวังของดีชุมชนปรับตัวขายออนไลน์-สร้างสตอรี่มากขึ้น

(29 กรกฎาคม 2563)น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวในงานสัมมนา "เทคโนโลยีโลกยุคหลัง COVID-19 ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด" เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่าผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิด-19 ช่วงที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การทำงานหลายๆอย่าง ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆ


ทั้งนี้ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การขายของและการสั่งอาหารออนไลน์ การชำระเงินออนไลน์ การทำงานแบบ Work from Home การดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี และความบันเทิงผ่านออนไลน์ ซึ่งรูปแบบการทำงานต่างๆ เหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัล


"วันนี้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะรัฐบาล กระทรวงต่างๆ ภาคเอกชน ฝ่ายรัฐสภา รวมทั้งประชาชนที่ จะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยจะต้องมีการเตรียมพร้อมทั้งปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โทรคมนาคม ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้สามารถนำมาใช้โดยเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้" น.ส.กัลยา กล่าว




​"กัลยา"ชี้หลังโควิดเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่จะอยู่รอด

น.ส.กัลยา กล่าวอีกว่า หากใครปรับตัวได้เร็ว พยายามเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆอยู่เสมอ จะสามารถอยู่รอดได้ หากเตรียมความพร้อมได้เร็วในเรื่องเทคโนโลยี ด้านดิจิทัล โทรคมนาคม นอกจากจะเป็นผลดีกับตัวเอง และธุรกิจของตัวเองแล้ว ยังจะส่งผลหนุนให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้เร็ว


ขณะที่ นายเจษฎา ศิวรักษ์ ที่ปรึกษากมธ.ดีอีเอส กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ชีวิตประจำวันของแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งๆที่ควรจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปีข้างหน้า แต่กลับมาเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัวมาก ชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละวันไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ลักษณะการทำงานเปลี่ยน จากเดิมทำงานที่ออฟฟิศ แต่วันนี้ต้องใช้เครื่องมือต่างๆ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ การกระจายตัวการใช้ระบบไอที จากก่อนวิกฤตโควิดการใช้งานส่วนใหญ่จะอยู่ในเมือง



อย่างไรก็ตาม แต่หลังจากล็อกดาวน์แล้วมีการกระจายตัวสู่พื้นที่ต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป ทั้งการเรียน การทำธุรกิจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ซึ่งบางครั้งอาจจะกลายเป็นดาบสองคมเช่นกัน เพราะมีมิจฉาชีพ อาชญากรรม เครือข่ายการพนันและยาเสพติดที่ใช้ช่องทางนี้ในการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งทางตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องเองก็ต้องเร่งพัฒนาการติดตาม ตรวจสอบ ป้องกันและกวาดล้างด้วยเช่นกัน



นายเจษฎา กล่าวอีกว่า ระบบเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาคุ้นชินกับเรื่องการส่งออก แต่จากวิกฤตโควิด การค้าระหว่างประเทศหาย และจะกลับมาได้เมื่อไรก็ไม่รู้ เลยจะเกิดความคิดใหม่ ทำอย่างไรให้เกิดการกระตุ้น สร้างผลิตภัณท์และสิ่งใหม่ๆในชุมชน แต่ในเรื่องดิจิทัลที่ชุมชนยังเข้าไม่ถึง เช่น อินเตอร์เน็ต ดังนั้น ควรสร้างเครือข่ายชุมชน ไปสอนให้ผู้สูงอายุให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐเองก็ใช้ระบบการแจ้งข่าวสารและลงทะเบียนต่างๆผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนสามารถใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

ด้าน นายนิรุตม์ จีนอยู่ ที่ปรึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และการสร้างปัญญาประดิษฐ์ให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือว่าโชคดีที่ประชาชนส่วนใหญ่มีการใช้เทคโนโลยีกันบ้างอยู่แล้ว เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ทำให้การปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ๆไม่ได้ยากมากนัก โควิดไม่ได้ไกลตัว แต่ถือว่าใกล้ตัวมากๆ และเริ่มที่จะคุ้นชิน



"วันนี้เรามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งประเทศไทยมีกลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. ที่จะสามารถเป็นสื่อกลางเข้าไปสอนการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆกับผู้สูงอายุตามชุมชนได้ นอกจากนี้ทุกวันนี้เรามีการขายของและทำธุรกิจผ่านออนไลน์ ตนเองก็หวังว่าในอนาคตเราจะมีการปรับตัวขายของต่างๆที่เป็นของดีของชุมชน ขายของออนไลน์ มีบริการเดลิเวอร์รีและการขนส่ง สร้างเรื่องราวให้กับชุมชนหรือร้านค้าของเรา ตนเชื่อว่าคนไทยเราปรับตัวเก่ง จะสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากช่องทางต่างๆที่เรามีตรงนี้ได้"นายนิรุตม์กล่าว

ข่าวล่าสุด