พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายป่าชุมชน เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน (คนช.) ครั้งที่ 1/2563 โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมประชุม รวม 21 ท่าน เพื่อร่วมกันพิจารณาออกกฎหมายอนุบัญญัติป่าชุมชน และพิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด เพื่อให้การดำเนินการด้านป่าชุมชนสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย รวมถึงสามารถขยายการจัดตั้งป่าชุมชนไปสู่เป้าหมาย
พลเอกประวิตร กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562 ซึ่งนับได้ว่าเป็นกฎหมายด้านป่าไม้ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐในการดูแลรักษา บริหารจัดการป่าใกล้หมู่บ้าน รวมไปถึงสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ภายใต้ระเบียบและกฎหมายที่กำหนดโดยมีสาระสำคัญ ในเรื่องโครงสร้างการบริหารในรูปคณะกรรมการใน 3 ระดับ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัด และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน เพื่อถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน และมีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากกลุ่มผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ กลุ่มภาคประชาสังคม กลุ่มภาคประชาชน เป็นกรรมการทั้งในระดับนโยบายและระดับจังหวัด
สำหรับชุมชนนั้น สามารถยื่นขอจัดตั้งป่าชุมชนที่อยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ได้ โดยในพื้นที่ป่าชุมชนให้กำหนดเป็นบริเวณเพื่อการอนุรักษ์และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ พร้อมกำหนดแผนและข้อบังคับในการบริหารจัดการป่าชุมชน หากชุมชนมีรายได้จากค่าบริการ ค่าธรรมเนียม เงินสนับสนุนต่างๆ สามารถนำมาเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง เพื่อนำมาใช้ในการจัดการป่าชุมชนได้ กฎหมายป่าชุมชนจึงเป็นแรงจูงใจให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐในการจัดการป่าของชุมชน เพื่อความมั่นคงทางสังคม ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เป็นการกระจายอำนาจสู่ระดับพื้นที่ ทำให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงานด้านป่าชุมชนเป็นไปตามความต้องการของชุมชน และเหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน