เริ่มจากประเด็น ทหารอียิปต์ ที่ทหารนำเครื่องบินมาจอดพักเพื่อพักเครื่อง ? ที่อู่ตะเภา จังหวัดระยอง ไปพักที่โรงแรมชื่อดังในระยองแล้วไม่กักตัว 14 วัน นอกจากนั้น คณะนี้ยังไปเดินห้างสรรพสินค้าถึง 2 แห่ง นั่นก็คือ ห้าง แพสชั่นระยอง หรือห้างแหลมทองระยองเดิม และอีกที่คือเซ็นทรัลระยอง จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ห้างนี้คือห้างที่เป็นที่นิยมและเป็นห้างที่มีขนาดใหญ่ของระยองเลยทีเดียว นั่นหมายความว่าหากมีผู้ติดเชื้อเข้าห้างดังกล่าว ก็จะเพิ่มความเสี่ยงที่คนไทยจะติดโรคโควิดได้ โดยทาง ศบค. ได้ชี้แจง และทางกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามเคสนี้อย่างเข้มข้น โดยการให้ผู้ที่เข้าห้าง ที่สแกนไทยชนะ ทั้ง 394 คนมาตรวจหาเชื้อในวันต่อมาหลังจากทหารคนนั้นไปห้าง เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่รอให้พ้น 14 วันก่อน หากตรวจตอนนี้ก็ไม่พบเชื้ออยู่ดี และทางห้างและโรงแรมก็ได้ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรคแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของชาวระยองก็ลดลงเนื่องจาก เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ (ที่คนไทยไม่ได้ติดเชื้อกันเอง แต่เป็นการนำเชื้อโรคเข้ามาจากต่างประเทศ) และการท่องเที่ยวของระยองแทนที่จะกลับมาฟื้นฟูเพราะไม่มีผู้ติดเชื้อราวๆ 50 วันแล้ว แต่แล้วก็กลับมาซบเซาเพราะผู้คนระแวงว่าจะติดเชื้อ ทำให้ยอดจองโรงแรมลดลงถึง 90%
และล่าสุด แหม่มโพธิ์ดำ ก็ได้มาออกมาโพสต์ถึงเคสทหารอียิปต์ที่ระยองว่า เหตุใดถึงอะลุ่มอลวยกับอภิสิทธิ์ชนและกลับมาเข้มงวดกับเฉพาะคนไทยด้วยกันเสียเอง
ส่วนเคส เด็กหญิง 9 ขวบ ลูกทูตซูดาน ก็เข้ามาในประเทศได้เพราะสิทธิทางการทูต และทางสาธารณสุขยอมปล่อยเข้ามาเพราะสิทธิวีไอพีตัวนี้ แต่ผอ.การท่าสุวรรณภูมิ สัมภาษณ์ในรายการเก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยง ไว้ว่า ถึงแม้ว่ามีสิทธิทางการทูตแต่ต้องมีเอกสารการตรวจจากประเทศต้นทางมายืนยันและตรวจหาโควิดซ้ำที่สุวรรณภูมิ แต่กรณีนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดครอบครัวของทูตซูดาน และรู้ทั้งรู้ว่าลูกทูตคนนี้มีเชื้อถึงเข้ามาในประเทศไทย เพื่อต้องการมารักษาในประเทศไทยหรือเปล่า ซึ่งจากเคสนี้ เป็นเคสที่อยู่ในใจกลางเมืองหลวงของประเทศ มีรถไฟฟ้าผ่านหลายสายและเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก นั่นเท่ากับว่าจะเพิ่มความเสี่ยง โควิดรอบ 2 ในประเทศไทยกลับมาหรือไม่ คงต้องรอดูอีก 14 วัน