เนชั่นทีวี

ข่าว

ตร.แจงคดีน้องชมพู่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

15 ก.ค. 2563 | chairat_pat

ตร.แจงคดีน้องชมพู่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

"รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" แจงกมธ.กฎหมายฯ ยันไม่ถูกกดดันทำคดีน้องชมพู่ ย้ำมีตรวจดีเอ็นเอร้อยกว่ารายเท่านั้น แต่ใช่ว่าจะสามารถไขได้ทุกเรื่อง แขวะสื่อนำเสนอข่าวได้ทุกวัน ด้านแพทย์ชันสูตรรับไม่ชัดใครทำให้เสียชีวิต

(15 กรกฎาคม 2563) คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นประธาน ได้เชิญพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุขรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ชี้แจงการสืบสวนหาคนร้ายในคดีน้องชมพู่ หลังเสียชีวิตปริศนาในป่า จ.มุกดาหาร
โดยนายสิระ กล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้ที่มีการเรียกประชาชนมาสอบสวนมากเกือบ 1,000 คน จึงตั้งคำถามว่ามีธงต้องการหาแพะมารับโทษเพื่อปิดคดีหรือไม่ และหลังจากนี้จะเชิญสื่อ 2 ช่อง มาให้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ด้วย

ตร.แจงคดีน้องชมพู่ต้องใช้เวลาพิสูจน์



ด้านนายสุทัศน์ เงินหมื่นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกมธ. กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนคดีนี้สามารถทำได้หลายทาง โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ศาลจะใช้อ้างอิงและเป็นที่เชื่อถือในระดับหนึ่ง ดังนั้น ขอให้ตำรวจการจะสรุปปิดคดีนี้ ต้องระมัดระวัง
ขณะที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ตำรวจให้ข่าวเรื่องนี้น้อยมาก และยืนยันการสืบสวนคดีดังกล่าว เริ่มจากตำรวจในท้องที่ และมีการมีการประสานให้ทีมสืบสวนส่วนกลางเข้าช่วย เพราะมีความยากลำบากในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนต้องตรวจดีเอ็นเอ เพราะมีการพบวัตถุพยานหลายอย่างจากร่างกายของน้องชมพู่
"การตรวจดีเอ็นเอจึงจำเป็นเพื่อหาว่าใครมีความเกี่ยวพันธ์บ้าง และประชาชนกว่า 900 คน ที่เป็นข่าวถูกเรียกสอบ เป็นแค่การพูดคุยกัน ไม่ได้เป็นการบังคับหรือ ละเมิด ทุกคนที่พูดคุยด้วยความสมัครใจและคดีนี้พยานจริงๆในสำนวน เพียง 63 ราย และที่ผ่านมาไม่เคยมีประชาชนการร้องเรียนว่าถูกตำรวจคุกคาม และการเก็บดีเอ็นเอ ทำตามกฎหมาย มาตรา 131 ป.วิอาญา มีการเก็บดีเอ็นเอ เพียง 100 กว่ารายเท่านั้น คดีอื่นบางคดี มีการเก็บดีเอ็นเอมากกว่านี้" รองผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีแรกในชีวิต ที่มีประเด็นให้นำเสนอข่าวทุกวัน ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันเจ้าหน้าที่ได้ แต่การนำเสนอข่าวทำให้การทำงานยากขึ้นบ้าง ยืนยันว่าข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจรับฟังทุกด้าน รวมถึงฟังพยานจากทุกคน แต่ต้องแยกข้อเท็จจริง กับข้อสันนิฐานให้ออก เพราะหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ไม่ตอบทั้งหมด การสืบสวนต้องดูทุกอย่างประกอบกัน ส่วนประเด็นตั้งธงหาแพะรับโทษนั้น ยืนยันว่าการทำคดีไม่ได้จำเป็นต้องจับคนร้ายได้ทุกคดี แม้จะตรวจดีเอ็นเอ 700-800 บางคดี ก็ยังจับไม่ได้ หลายเรื่องทำเป็นปีๆก็ยังไม่จบ"ผมย้ำว่าคดีนี้ไม่มีทางกดดันได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน กดดันให้ตายยังไงก็ทำไม่ได้ ตำรวจไม่เคยทำนอกกติกา ตำรวจพยายามหลบผู้สื่อข่าวในการตรวจดีเอ็นเอ แต่ก็ยังมีสื่อนำไปเสนอข่าวจึงเป็นประเด็น และผู้ที่ถูกตรวจ ตำรวจไม่เคยถือเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เวลาตำรวจพูดคุยกับใคร สื่อก็ตามไปถ่ายนำเสนอข่าว ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นผู้ต้องสงสัย" รองผบ.ตร. ระบุ
ด้านนายสิระ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่พูดมาเห็นได้ชัดว่าตำรวจถูกกดดัน และเตรียมลงพื้นที่ไปถามประชาชน ว่าให้ตรวจดีเอ็นเอโดนสมัครใจหรือไม่ พร้อมเตือนตำรวจว่าการพยายามหว่านแหสอบสวนเรื่องนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติในการทำคดี จึงขอให้ระวังการทำหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมกมธ. ได้มีการเชิญ แพทย์ผ่าชันสูตรพลิศพทั้งครั้งแรกและครั้งที่2 มาให้ข้อมูล ซึ่งจากการซักถามปรากฎว่า ทางตำรวจ ไม่มีการนำแพทย์ไปสอบปากคำ ซึ่งรอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ตำรวจยึดข้อมูลจากรายงานการชันสูตรเท่านั้น เพราะตำรวจเน้นที่ข้อเท็จจริงจากรายงานทั้ง 2 ฉบับ ยืนยันว่าตำรวจไม่มีปัญหากับความเห็นของแพทย์ที่ต่างกันขึ้นอยู่กับน้ำหนักของรายงานแต่ละฉบับ หากผลชันสูตรครั้งที่ 2 ไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอ ตำรวจก็ยึดผลชันสูตรครั้งแรกเป็นหลักอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ที่ประชุม กมธ. ยังได้ซักถามแพทย์ที่ผ่าชันสูตรครั้งที่ 2 ว่าแตกต่างจากครั้งแรกอย่างไร รวมถึงข้อสันนิษฐาน เรื่องสาเหตุการเสียชีวิต และมีการเคลื่อนย้ายศพหรือไม่ เพราะ กมธ. มองว่าปัญหาในคดีนี้ เกิดจากผลการชันสูตรครั้งที่ 2 ที่ปรากฎตามสื่อ เนื่องจากกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ
ขณะที่ พ.ต.ต.นพ.ณัฐพงศ์ กิตติโสภณพันธุ์ แพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันว่า การชันสูตรครั้งที่ 2 พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศจริง แต่อาจเกิดจากการผ่าครั้งแรก หรืออาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายศพ จึงยืนยันว่าไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้ว่ามาจากอะไร เพราะพฤติกรรมการเสียชีวิต ไม่สามารถตอบได้แน่ชัด ว่ามีใครทำให้เสียชีวิตหรือไม่
ด้าน นพ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ผู้ผ่าชันสูตรศพน้องชมพู่คนแรก ยืนยันว่า ไม่มีบาดแผลที่ส่งผลถึงแก่ชีวิต มีเพียงบาดแผลที่เป็นรอยขีดข่วนเท่านั้น


ตร.แจงคดีน้องชมพู่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

ข่าวล่าสุด