เนชั่นทีวี

ข่าว

ไทยครองแชมป์ส่งออกมะม่วงตลาดอาเซียน

14 ก.ค. 2563 | orawan_jan

ไทยครองแชมป์ส่งออกมะม่วงตลาดอาเซียน

"พาณิชย์" เผยยอดส่งออกมะม่วงไทย 5 เดือนแรก ปี 2563 มีปริมาณ 5.7 ตัน มูลค่าถึง 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4% ชี้อาเซียนตลาดเบอร์หนึ่ง ขยายตัวถึง 143% ตามด้วยจีน และฮ่องกง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า มะม่วงสดของไทยเป็นหนึ่งในสินค้าดาวเด่นมาแรงทำยอดส่งออกขยายตัวได้ดี แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 สะท้อนจากตัวเลขการส่งออกง5 เดือนแรก (ม.ค. พ.ค. 2563) ไทยส่งออกมะม่วงสดปริมาณกว่า 5.7หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2562 โดยส่งออกไปตลาดอาเซียนขยายตัวโดดเด่นสุดมีสัดส่วนอยู่ที่37.5% ของการส่งออกทั้งหมด มูลค่า 15.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 143%เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562






ตลาดส่งออกหลัก เช่น มาเลเซีย เวียดนามและ สปป.ลาว เป็นต้น และยังมีจีนที่นิยมมะม่วงสดจากไทยเพิ่มขึ้น มีมูลค่าส่งออกถึง5.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 71% และฮ่องกง ขยายตัวถึง 196%








ทั้งนี้ไทยเป็นแหล่งปลูกมะม่วงพันธุ์ดี มีคุณภาพ และรสชาติดี จึงเป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศประกอบกับแนวโน้มความต้องการมะม่วงสดมากขึ้นซึ่งถือเป็นโอกาสที่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจะขยายตลาดการส่งออกได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในตลาดที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ซึ่งปัจจุบันประเทศคู่เอฟทีเอของไทย15 ประเทศ ไม่เก็บภาษีนำเข้ามะม่วงสดจากไทยแล้ว ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ คืออินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม เมียนมา และมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์อินเดีย ชิลี และเปรู เหลือเพียง 3 ประเทศ ที่ยังเก็บภาษีนำเข้าจากไทย ได้แก่สปป.ลาว และกัมพูชา เก็บภาษีนำเข้า 5% และเกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้า 24%








ปัจจุบันไทยครองแชมป์ผู้ส่งออกมะม่วงสดอันดับ1 ในอาเซียน และเป็นอันดับ 7 ของโลก โดยในปี 2562ไทยส่งออกมะม่วงสดไปตลาดโลกมูลค่า 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐและส่งออกไปประเทศที่มีเอฟทีเอ มูลค่า 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 96%ของการส่งออกมะม่วงสดทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกมะม่วงสดของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอในปี 2562 กับปี 2535ซึ่งเป็นปีก่อนที่ความตกลงเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับอาเซียนจะมีผลบังคับใช้ พบว่ามูลค่าการส่งออกมะม่วงสดเพิ่มสูงขึ้นถึง 4,920% และหากแยกรายตลาดพบว่ามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นมากโดยเฉพาะอาเซียน ขยายตัวถึง 1,000%








"นอกจากแต้มต่อจากเอฟทีเอแล้วผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานสินค้าและพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่การเพาะปลูก การบรรจุหีบห่อ การมีใบรับรองสุขอนามัยพืชรวมทั้งระมัดระวังการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศเข้มงวดและผู้บริโภคนิยมผลไม้ปลอดสารพิษหรือเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น"นางอรมน เสริม

ข่าวล่าสุด