เนชั่นทีวี

ข่าว

"หัวใจเต้นผิดจังหวะ" ภัยเงียบต้องรู้

12 ก.ค. 2563 | Nattawut

"หัวใจเต้นผิดจังหวะ" ภัยเงียบต้องรู้

"ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ" เป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการประมาณการณ์ว่าในปี 2593 ทั่วภูมิภาคจะมีผู้ป่วยกว่า 72 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและถือเป็นภัยเงียบที่อาจคุกคามชีวิตโดยไม่รู้ตัว

"ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ" (Atrial Fibrillation - AF) เป็นภาวะที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะตามธรรมชาติ โดยหัวใจเต้นเร็วเกินไปจนส่งผลให้การบีบกล้ามเนื้อหัวใจห้องบนทั้งสองห้องไม่สัมพันธ์กัน ผู้ป่วยมักมีความบกพร่องในการทำงานของร่างกาย เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตถูกบั่นทอน
นอกจากนี้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว 5-6 เท่า หลอดเลือดสมองอุดตัน 2.5-3 เท่า และเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 2-3 เท่า รวมถึงสร้างภาระในการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย โดยพบความบกพร่องในการทำงานของร่างกาย 19% พบอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 20% ออกกำลังกายได้น้อยลงมากกว่า 50% และคุณภาพชีวิตถูกบั่นทอน มากถึง 57%ปี 2593 คาดมีผู้ป่วย 72 ล้านคนทั้งนี้ พบผู้ป่วยที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะกว่า 16 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.4 ล้านคนต่อปี และผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นปีละ 5 24% ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มของประชากรสูงอายุและพฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงให้เกิดโรค และมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะมีผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะในเอเชียแปซิฟิกมากถึง 72 ล้านคน ซึ่งมากเป็น 2 เท่าของจำนวนผู้ป่วยในทวีปยุโรป และอเมริกาเหนือรวมกัน
จากอุบัติการณ์ของโรคที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพิ่มขึ้นถึง 1.8 5.6 เท่า ทุกๆ 10 ปี อีกทั้งยังอาจส่งผลให้มีผู้ป่วยชาวเอเชีย 2.9 ล้านคน ประสบภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันอันมีสาเหตุมาจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ขณะที่ประเทศไทย มีผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจำนวนมากถึง 1.5 ล้านคน การแพร่หลายของโรคสอดคล้องกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยพบในประชากรอายุระหว่าง 65 74 ปี 1.5% ถัดมา คือ 75 84 ปี 2.2% และ 85 ปีขึ้นไป 2.8% ตามลำดับ สาเหตุและปัจจัยการเกิดโรค ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (ผู้สูงอายุ) กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ ความดันสูง เบาหวาน รวมถึงภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และหัวใจล้มเหลว

ภัยเงียบคุกคามชีวิตอ.นพ.ธัชพงศ์ งามอุโฆษ สาขาวิชาโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคนี้เป็นกันเยอะยิ่งแก่ยิ่งเป็น ในอนาคตประชากรสูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นทำให้อุบัติการณ์ของโรคนี้เพิ่มขึ้นไปด้วย มีการประมาณการณ์ว่า 0.2% ของประชากรในอินเดีย และ 1.4% ของออสเตรเลีย จะมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ขณะที่ทั่วโลก 1 ใน 5 ของประชากรอายุ 70 ปี จะมีแนวโน้มเกิดภาวะดังกล่าวได้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถือว่าเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิต เนื่องจากกว่า 15 46% ของผู้ป่วยไม่มีอาการ ขณะที่มากถึง 65% มีอาการใจสั่น, 50% มีอาการอ่อนเพลีย นอกจากนี้ มากถึง 50% หายใจติดขัด และมากถึง 41% มีอาการแน่นหน้าอก

"หัวใจเต้นผิดจังหวะ" ภัยเงียบต้องรู้

อ.นพ.ธัชพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลคนไข้ในประเทศไทยที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ ประกันสังคม พบว่า ผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอัตราการตายสูงกว่าเป็นมะเร็งเต้านม โดยหลังจากตรวจพบในปีแรก อัตราตายอยู่ที่ 18% และหลังจากตรวจพบ 5 ปีอัตราตายอยู่ที่ 44% ซึ่งหากรู้เร็วสามารถรักษาให้หายได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ คนไข้มาครั้งแรกเป็นอัมพาตเลยก็มี ที่เหลือก็อาจจะมาด้วยอาการเหนื่อย ใจสั่น ภาวะหัวใจล้มเหลว น้ำท่วมปอดเนื่องจากความดันในหัวใจเยอะ
"คนไข้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อายุเยอะ เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง หัวใจล้มเหลว เคยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตมาก่อน หากเราสามารถตรวจเจอก่อนได้ด้วยการเช็คด้วยตัวเอง คลำชีพจร ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ ก็จะสามารถป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้ ขณะเดียวกัน คนไข้ที่อายุน้อยก็เป็นได้ แต่ความเสี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาต และเสียชีวิตจะน้อยกว่า"รู้เร็ว รักษาทัน ลดกลับมาเป็นซ้ำ
ทั้งนี้ ในรายงานยังระบุด้วยว่า พบผู้ป่วย 10.7% มีอาการเรื้อรังขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ดังนั้น กุญแจสำคัญในการรักษา คือ การตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆนพ.กุลวี เนตรมณีอายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ศูนย์หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า การรักษาส่วนใหญ่จะเริ่มจากการใช้ยา ซึ่งมี 2 แบบ คือ 1.เพื่อควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นเร็ว แต่ไม่ใช่เพื่อให้กลับมาเป็นปกติ และ 2. ยาที่ใช้เพื่อให้หัวใจเต้นปกติตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่นิยม แต่ในช่วงหลังมีการวิจัย พบว่า การให้ยาทั้งสองกลุ่มไม่ต่างกัน และยังมีอัตราการเสียชีวิตและอัมพฤกษ์อัมพาตอยู่ ดังนั้น หากจะให้ยาทั้งสองกลุ่ม ต้องให้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดร่วมด้วย

"หัวใจเต้นผิดจังหวะ" ภัยเงียบต้องรู้


แต่การจะให้คนไข้ทานยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดในระยะยาว ต้องให้คนไข้มาเช็คเลือดบ่อย ขณะที่ยาใหม่ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าก็มีราคาแพง และทั่วโลกส่วนใหญ่พบว่าคนไข้ที่ทานต่อเนื่อง เริ่มทานยาไม่ถูกต้อง แต่ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีเทคโนโลยีการใช้สายสวนเพื่อจี้กล้ามเนื้อหัวใจด้วยไฟฟ้า (Catheter Ablation) ซึ่งเป็นวิทยาการที่ถูกพัฒนาล่าสุด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งสามารถรักษาคนไข้ให้หายขาดได้เป็นส่วนใหญ่
"วิธีจี้กล้ามเนื้อหัวใจด้วยไฟฟ้า คล้ายกับทำบอลลูนหัวใจ แต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ซึ่งการรักษาตั้งแต่ในช่วงแรกที่พบโรคจะดีที่สุด อาจสำเร็จกว่า 90% และโอกาสที่จะกลับมาทำซ้ำน้อยลง แต่หากคนไข้ที่ป่วยมาในระยะเวลานาน 20-30 ปี การจะสำเร็จอาจจะน้อยลงอยู่ที่ราว 60% แต่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ คนไข้ต้องยอมรับในผลการรักษาว่าอาจจะต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง"

"หัวใจเต้นผิดจังหวะ" ภัยเงียบต้องรู้

ทั้งนี้ โอกาสเสี่ยงที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการจี้กล้ามเนื้อหัวใจด้วยไฟฟ้าน้อยกว่า 3-4% ซึ่งต้องติดตามอาการในระยะ 6 เดือน 1 ปี สาเหตุหลักที่กลับมาเป็นซ้ำส่วนใหญ่ คือ ไม่สามารถควบคุมการใช้ชีวิตของคนไข้ได้ คนไข้อาจจะไปสูบบุหรี่ มีความดันสูง ไม่ควบคุมความดัน อ้วนขึ้น ก็อาจจะกลับมาเป็นได้อีก แต่หากดูแลตัวเองดีๆ ผ่านไป 1 ปี โอกาสกลับมาเป็นอีกจะน้อยมาก และคนไข้มีชีวิตอยู่ได้ 10 20 ปีโดยไม่กลับมาเป็นอีก
นพ.กุลวีย้ำว่า หากมีอาการใจสั่น ออกกำลังกายไม่ได้ จะเป็นลม ควรรีบมาพบแพทย์ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มเสี่ยง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องทำ

ข่าวล่าสุด