เนชั่นทีวี

ข่าว

"อยากได้ของให้โรงเรียน"ทำผอ.โรงเรียนอีสานถูกฟ้องกราวรูด

01 ก.ค. 2563 | sumalee

"อยากได้ของให้โรงเรียน"ทำผอ.โรงเรียนอีสานถูกฟ้องกราวรูด

ผู้บริหารโรงเรียนภาคอีสาน 20 จังหวัด ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดี หลอกกรอกข้อมูล เซ็นเอกสารเพื่อรับสิ่งของบริจาค ท้ายสุดถูกบริษัทผู้ค้าส่งใบแจ้งหนี้มาเรียกเก็บเงินโรงเรียนละ 4- 5 แสนบาท จนต้องฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล เหตุผลหลักคือ "เชื่อใจเพื่อนครู" และ "อยากได้สิ่งของมาให้โรงเรียน"

ข่าวผู้บริหารโรงเรียนภาคอีสานเกือบ 2,000 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ห่างไกล และได้รับงบประมาณน้อย กรอกเอกสารเพื่อขอรับสิ่งของบริจาค โดยมีคนมาติดต่อซึ่งมีชื่อเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงกลาโหม ติดต่อผ่านเพื่อนครูระดับผู้บริหารโรงเรียน บอกว่า"มีผู้ใจบุญ" ได้ร่วมกับกระทรวงพลังงานนำสิ่งของประกอบด้วย หลอดไฟแอลอีดี แผงโซลาเซล เครื่องกรองน้ำ สมาร์ททีวี มาบริจาคให้โรงเรียนต่าง ๆ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนบาท ผู้บริหารโรงเรียนไหนสนใจ อยากได้ หรือขาดแคลน ให้กรอกแบบฟอร์มขอรับบริจาคและนัดวันรับสิ่งของพร้อมถ่ายภาพประกอบและเซ็นรับของบริจาคด้วย

กรณีนี้สืบเนื่องจากคดีที่ พลเอกส. (นามสมมุติ) นายทหารนอกราชการ ขณะเกิดเหตุอ้างว่าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และพวกได้ให้โรงเรียนและสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 1,581 แห่ง ในพื้นที่ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานประถมศึกษา (สพป.) ในพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ดและ มหาสารคาม เข้าร่วมโครงการ  "ติดตั้งหลอดประหยัดไฟฟ้า LED ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในหน่วยงานของรัฐ" ตามนโยบายของกรมอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน เมื่อเดือนมีนาคม 2561 โดยมีบริษัทเอกชน 7 บริษัท เข้าร่วมโครงการ โดยพลเอกส.เรียกรับผลประโยชน์ เบื้องต้นมัดจำ 30 % ต่อสัญญา โดยบริษัทที่ร่วมได้จ่ายเงินให้พลเอกส.เป็นเงิน 44,333,300 บาท และขณะนี้พลเอกส. ได้ถูกจับกุมและคุมขังที่เรือนจำกลาง กรุงเทพมหานคร พร้อมกับพวก อีก 4 คน ฐานฉ้อโกงประชาชน ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562

แต่เนื่องจากตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมาปรากฏว่า บริษัทฯ 7 แห่งที่ร่วมกับโครงการฯ ส่งมอบพัสดุ ได้แต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย ต่อศาลแขวงและศาลจังหวัดทั้ง 1,581 โรงเรียน ทำให้ผอ.โรงเรียนและครูเวรที่ทำหน้าที่เซ็นรับสิ่งของ ได้รับความเดือดร้อน ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี บางแห่งต้องหาเงินมาชดใช้ให้ ซึ่งเรื่องนี้ นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการ สพฐ.ได้รับปัญหา และได้ส่ง นิติกร สพฐ.ร่วมตรวจสอบการทำนิติกรรมจัดซื้อจัดจ้างของโรงเรียนแล้ว และได้ลงพื้นที่ประชุมกับผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี และขอนแก่น

"เรื่องนี้ถ้าบริษัทไม่ฟ้องร้องก็จะไม่เกิดปัญหา ตัวการหลักคือ พลเอกส.ตัวการใหญ่ที่ถูกจับกุมพร้อมกับผู้ร่วมกระบวนการไปแล้ว ฝากเรียนถึงผู้อำนวยการโรงเรียนทั้งหมด อย่าวิตกกังวล ขอให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะหรือผู้มีความจริงใจอยากจะช่วยเหลือ โดยไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ตอบแทนจากครู เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ผอ.โรงเรียและครูเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น และผู้ที่เป็นตัวหลักของเรื่องก็ถูกคุมขังไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพล และเชื่อว่า ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับพันถึงใคร ทางรัฐบาลคงจะไม่นิ่งดูดายจะต้องมีการรื้อฟื้นคดีเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง"สมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระที่รับรู้ปัญหาของครูและกำลังดำเนินการยื่นเรื่องให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้บริหารโรงเรียนเหล่านี้

"อยากได้ของให้โรงเรียน"ทำผอ.โรงเรียนอีสานถูกฟ้องกราวรูด



สำหรับเส้นทางกระบวนการฉ้อโกงครั้งนี้ เริ่มจากตัวการหลัก คือพลเอกส.อ้างถึงโครงการของรัฐบาล และได้ชวนบริษัททั้งที่ดำเนินการอยู่แล้วและให้ตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ร่วมโครงการ ซึ่งมีทั้งโครงการของกระทรวงศึกษาธิการและของกระทรวงพลังงาน โดยจ่ายผลประโยชน์ให้กับพลเอกส.และพวก สัญญาละ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนตุลาคม 2561 หลังจากจ่ายเงินมัดจำแล้ว บริษัทเหล่านี้ก็ลงพื้นที่ชักชวนโรงเรียน เริ่มจากชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบล ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคามและกาฬสินธุ์ เลยไปทั่วภาคอีสาน โดยมีการจ่ายค่าดำเนินการให้กับผู้ประสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับ ผอ.สพป. เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผอ.โรงเรียน ร่วมเซ็นรับของที่อ้างว่าเป็นของบริจาค โดยสินค้ามีประมาณ 5 ชนิด ทั้งหลอดไฟ LEC โซลาร์เซล สมาร์ททีวี เครื่องกรองน้ำ อินเตอร์เซกชั่น มูลค่าไม่เกิน 500,000 บาท โดยทางบริษัทฯ ได้จูงใจว่าโรงเรียนไม่ต้องเสียเงิน ให้โรงเรียนออกใบอนุโมทนาบัตร เพื่อลดหย่อนภาษี แต่เรื่องก็แดงก่อนเนื่องจากมีผู้บริหารในจังหวัดชัยภูมิ สพป.เขต 1 ได้แจ้งให้ผอ.โรงเรียน ห้ามเซ็นรับเนื่องจากผิดปกติและเห็นว่าเป็นการหลอกลวง ซึ่งมี 110 โรงที่ไม่เซ็นรับ แต่สิ่งของยังคงเก็บไว้

หลังจากนั้นบริษัท ทั้ง 7 ไม่ได้งานตามเป้าหมาย ไม่ได้เซ็นสัญญาในทุกโรงเรียน จึงได้ทวงถามพลเอกส. ต่อมาจึงได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ดอนเมือง พื้นที่ที่บริษัทจ่ายเงิน ที่โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต ดอนเมือง จึงมีการออกหมายจับกุมพร้อมกับพวก รวม 5 คน ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.25621 โดย ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทั้งหมดเนื่องจากข้อหาฉ้อโกงประชาชน

ในขณะที่ในพื้นที่จังหวัดใหญ่อย่างขอนแก่น พบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งจังหวัดมากถึง 30 ล้านบาท และผู้บริหารโรงเรียนหลายพื้นที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เฉพาะที่สพป.ขอนแก่นเขต 2 มีผู้บริหาร 48 คน ถูกดำเนินคดีไปก่อนหน้านี้และคดีอยู่ในชั้นศาล

"อยากได้ของให้โรงเรียน"ทำผอ.โรงเรียนอีสานถูกฟ้องกราวรูด





ดร.อนุศาสตร์ สอนศิลป์พงศ์ ผอ.สำนักงานการประถมศึกษาขั้นพื้นฐานขอนแก่นเขต 2 (สพป.) บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น บอกเล่า ในพื้นที่ สพป.ขอนแก่นเขต 2 มีโรงเรียนที่ไปเซ็นเอกสารรับสิ่งของบริจาคมากถึง 103 โรงเรียน และถูกดำเนินคดีแล้ว 48 แห่ง เบื้องต้นทางสพฐ. ได้มารับฟังข้อมูลและให้การช่วยเหลือทั้งการให้รวบรวมข้อมูล และการช่วยเหลือด้านคดีทั้งการสรุปประสานอัยการในพื้นที่เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะผู้บริหารทุกคนที่เซ็นรับของบริจาคนั้น เพราะต้องการนำเอาสิ่งของมาใช้ในโรงเรียนเพราะแต่ละโรงเรียนล้วนขาดแคลนไม่คิดว่าจะต้องมาถูกฟ้องร้องแบบนี้

" ที่ผ่านมา ผอ.โรงเรียนที่เซ็นรับของไปค่อนข้างเครียดกับเรื่องนี้เนื่องจากถูกฟ้องร้องเป็นคดีความทั้ง ๆ สินค้าที่บอกจะบริจาคทางโรงเรียนก็ได้ไม่ครบ และส่วนใหญ่ให้เซ็นรับหลอดไฟฟ้าแอลอีดี บางโรงเรียนเอาของไปใช้แล้วพอเขาเรียกเงินคืนก็ไม่มีเงินไม่มีสินค้าให้ บางโรงเรียนยังไม่แกะของบริจาคใช้ก็เอาคืนจึงไม่ถูกฟ้องร้อง แต่อย่างไรก็ต้องช่วยเหลือกัน เพราะไม่มีผอ.คนไหนที่อยากรับของบริจาคและเอามาใช้ส่วนตัว ทั้งหมดอยากได้ของมาเพื่อใช้กับโรงเรียนแทบทั้งนั้น"ดร.อนุศาสตร์ กล่าว

เช่นกันกับ ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นพบเฉพาะในภาคอีสาน จากการตรวจสอบพบว่า ในพื้นที่รับผิดชอบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีโรงเรียนได้รับความเสียหายกว่า 70 โรงเรียน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบมูลค่าความเสียหายที่ชัดเจน จากข้อมูลล่าสุด พบว่า ทั้งจังหวัดขอนแก่นมีมูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

"ต้องยอมรับว่าเราบริหารงานท่ามกลางความขาดแคลน โรงเรียนมีงบประมาณการจัดการเรียนการสอนจำกัด โรงเรียนขนาดเล็กจึงมีงบประมาณในการบริหารน้อย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่าทางโรงเรียนที่เสียหายมีเจตนาที่ดี เมื่อมีกลุ่มคนที่อ้างว่ามีจิตศรัทธานำอุปกรณ์ทางการศึกษามาบริจาค ทางโรงเรียนจึงรับไว้ ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น"ดร.ภูมิพัทธ กล่าว

หลังเกิดเหตุ ดร.ภูมิพัทธ ได้สั่งการให้ทุกโรงเรียนอาญัติสิ่งของบริจาค ห้ามใช้ เก็บไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ.ในพื้นที่ และประสานไปยังผู้ติดต่อประสานงานระหว่างโรงเรียนกับผู้บริจาคให้ส่งของกลับ แต่ที่ผ่านมาไม่มีรายใดรับคืน ซึ่งในจำนวน 70 โรงเรียน ที่เสียหายนี้ได้ดำเนินการตามสั่งแล้ว มีเพียง 1 โรงเรียน ที่ถูกผู้บริจาคฟ้องร้องต่อศาลปกครอง.


ข่าวล่าสุด