ดันแผน'พลังงานสร้างไทย'กระตุ้น ศก.หลังโควิด-19
25 มิ.ย. 2563 | tananya_nak

"กระทรวงพลังงาน"เตรียมดัน 3 แผน เน้นลดค่าครองชีพพร้อมสร้างรายได้ให้กับประชาชนหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยตั้งเป้าดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-2565
ข่าว
25 มิ.ย. 2563 | tananya_nak

"กระทรวงพลังงาน"เตรียมดัน 3 แผน เน้นลดค่าครองชีพพร้อมสร้างรายได้ให้กับประชาชนหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยตั้งเป้าดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-2565
(25 มิถุนายน 2563) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมประชุม "พลังงานสร้างไทย" ณ ห้องประชุม 9 ชั้น15 อาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กระทรวงพลังงาน โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน พร้อมผู้บริหารและข้าราชการระดับสูงให้การต้อนรับ
นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมแผนงานด้านพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชนหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยมีสาระสำคัญที่จะดำเนินการ 3 ด้านในช่วงปี 2563-2565 คือ
1.ลดรายจ่ายแก่ประชาชนช่วงโควิด-19 รวมกว่า 40,500 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี ผ่านมาตรการช่วยเหลือสำคัญ เช่น ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนและภาคธุรกิจ ด้วยการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าจากการนำเข้า Spot LNG การยกเว้นเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ (Minimum charge) ถึงเดือน ก.ย. 2563
นอกจากนี้ การตรึงราคาแก๊สหุงต้มถึงเดือน ก.ย. 2563 และจะพิจารณาขยายไปถึงเดือน ธ.ค. 2563 การช่วยเหลือส่วนต่างราคา NGV สำหรับรถสาธารณะ โดย ปตท. ช่วยเหลือส่วนต่างราคาจนถึงเดือน ก.ค. 2563 การจัดโครงการพลังงานร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 แจกแอลกอฮอล์โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศกว่า 2 ล้านลิตร การลดเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันลง 50 สต.ต่อลิตร และลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 50 สต.ต่อลิตร
นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า 2.เร่งรัดการลงทุนด้านพลังงาน รวมกว่า 200,000 ล้านบาท ในปี 2563 สร้างการจ้างงานกว่า 10,000 คน โดยในปี 2563 จะมีการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ โดยเริ่มดำเนินการ LNG Hub เริ่มการลงทุนพัฒนา Grid Modernization และศึกษาความเป็นไปได้ของ Grid Connectivity กับประเทศเพื่อนบ้าน การรื้อถอนแท่นปิโตรเลียม และเร่ง LNG receiving Terminal
3.กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นฟูหลังโควิด-19 รวมกว่า 30,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ชุมชน เกิดการจ้างงานกว่า 8,000 คน ซึ่งต่อจากนี้ กฟผ. จะกระตุ้นให้เกิดการค้าผ่านตลาดนัดออนไลน์ชุมชนโรงไฟฟ้า และท่องเที่ยวเขื่อนทั่วไทย และ ปตท. จะจัด Living Community Market Place และเที่ยวทั่วทิศ กระตุ้นเศรษฐกิจกับ Blue card พร้อมทั้ง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
อย่างไรก็ตาม มีแผนที่จะขยายสายส่งไฟฟ้าเพื่อผันแม่น้ำยม สู่อ่างเก็บน้ำภูมิพลเพื่อชลประทาน และยังช่วยลดปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นได้ด้วย รวมไปถึงการพิจารณาหาแนวทางการนำไฟฟ้าส่วนเกิน มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนโรงไฟฟ้าชุมชนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน เกิดการลงทุนและสร้างรายได้กว่า 2,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 10,000 คน เมื่อครบเป้าหมาย 700 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ การใช้ระบบ Blockchain เข้ามาช่วยในการซื้อขายปาล์มภาคพลังงานทั้งระบบ จะเกิดการหมุนเวียนรายได้กว่า 14,000 ล้านบาท และการลงทุนเพื่อช่วยประกอบการ Start up โดย ปตท. สนับสนุนทุนไปแล้วกว่า 17 ราย และ กฟผ. จะมี Innovation Holding Company เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาไฟฟ้าในยุค Disruptive technology
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวทางที่จะบูรณาการทำงานกับหน่วยงานอื่น เพื่อผลักดันการพัฒนา E-Transportation ให้ครบวงจร ซึ่งกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยจะเร่งเดินหน้าตามแผนงานดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป