แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (8 12 มิ.ย. 63)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบและพันธมิตร (กลุ่มโอเปกพลัส) มีข้อตกลงเบื้องต้นที่จะขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิต 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดในเดือน มิ.ย.63 ออกไปเป็นสิ้นสุดเดือน ก.ค.63 แต่อย่างไรก็ตามการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกพลัสจะมีขึ้นในวันที่ 6 มิ.ย.63 นอกจากนั้นตลาดยังได้รับแรงกดดันจากเหตุการณ์ความรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบความต้องการใช้น้ำมันดิบโดยรวม
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
1.ตลาดน้ำมันตอบรับ หลังซาอุดิอาระเบียและรัสเซียมีการหารือกันเบื้องต้นที่จะขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิต 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมในเดือน พ.ค. - มิ.ย. 63 เป็นสิ้นสุดในเดือน ก.ค. 63 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้กลุ่มโอเปกพลัสจะหาข้อสรุปร่วมกันในการประชุมวันที่ 6 มิ.ย. จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้เตือนถึงประเทศสมาชิกที่ไม่ได้ปฎิบัติตามข้อตกลงลดกำลังการผลิต หลังหลายประเทศยังคงผลิตน้ำมันมากกว่าข้อตกลง
2.ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกในเดือน พ.ค.63 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 24.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปรับลดลง 5.91 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน เม.ษ.63 โดยประเทศที่ปรับลดกำลังการผลิตมากสุด คือ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต อย่างไรก็ตามยังมีประเทศที่ลดกำลังการผลิตน้อยกว่าข้อตกลงอาทิ ไนจีเรีย และอิรัก
3.จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในสหรัฐฯ และแคนาดาลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลง โดย Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซในสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด 29 พ.ค. 63 ลดลง 17 แท่น ในขณะที่จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซของแคนาดาลดลง 20 แท่น
4.ดัชนีภาคการบริการจีน (Caixins services PMI) ของเดือน พ.ค.63 อยู่ที่ระดับ 55.0 เพิ่มสูงขึ้นจาก 44.4 ในเดือน เม.ย. 63 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 63 โดยการปรับเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากแรงกระตุ้นของการคลายมาตรการปิดเมืองในประเทศจีน ซึ่งเป็นการแสดงถึงแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันที่จะเพิ่มสูงขึ้น