นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในระบบเดินรถไฟฟ้า โดยบริษัทฯ จะจัดเจ้าหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายผู้ประสงค์ใช้บริการซึ่งต้องไม่สูงเกินกว่า 37.5 องศาเซลเซียส และให้คำแนะนำในการยืนรอเข้าขบวนรถบนชั้นชานชาลา และในขบวนรถ ให้มีระยะห่างทางสังคม (Physical Distancing) อย่างปลอดภัย เพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้ใช้บริการ ทั้งในขบวนรถไฟ และบนสถานี นอกจากนี้จะประกาศแจ้งเตือนให้ผู้โดยสาร สวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทางทุกครั้งก่อนเข้ามาในระบบ รวมถึงจัดเจลแอลกอฮอล์ล้างมือบริการ ทั้ง 2 ฝั่งของสถานีรถไฟฟ้า และจัดเจ้าหน้าที่บริการ แอลกอฮอล์ล้างมือเคลื่อนที่ให้กับผู้โดยสาร ในทุกสถานี เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น อนึ่ง ปัจจุบันรถไฟฟ้าบีทีเอส มีสถานีรถไฟฟ้าให้บริการประชาชนทั้งสิ้น 48 สถานี รวมระยะทางให้บริการทั้งหมด 54.12 กม. และเมื่อเปิดให้บริการเพิ่มอีก 4 สถานีนี้ จะมีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 52 สถานี รวมระยะทาง การให้บริการ 58.32 กม. และเมื่อเปิดครบถึง สถานีคูคต ในช่วงปลายปี 2563 นี้ จะมีสถานีให้บริการทั้งสิ้น 59 สถานี รวมระยะทาง 68.25 กม. มีการจัดรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการ ควบคู่กับการเพิ่มขบวนรถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ ขบวนรถไฟฟ้าทั้ง 46 ขบวน จากบริษัทซีเมนส์ จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล ได้ส่งมอบครบแล้ว ทำให้มีขบวนรถไฟฟ้าให้บริการผู้โดยสารทั้งหมด 98 ขบวน หรือ รวม 392 ตู้ ภายในปี 2563 เพื่อรองรับการเปิดให้บริการส่วนต่อขยาย ถึงสถานีคูคต ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเปิดเดินรถส่วนต่อขยายจากสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปยังสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ จะช่วยแก้ปัญหาการจราจร ในบนถนนพหลโยธินในช่วงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในเส้นทางมีทั้งสถานศึกษา หน่วยงานราชการ บ้านเรือนและอาคารพักอาศัยหนาแน่นตลอดเส้นทาง ซึ่งสามารถเดินทางเข้ามาใช้บริการรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกเนื่องจากโครงสร้างงานโยธาของโครงการ ได้ออกแบบทางเดินสกายวอล์กไปยังซอยย่านชุมชน หรือสถานที่ราชการต่าง ๆ โดยไม่ต้องเดินบนทางเท้าด้านล่าง เช่น สถานีกรมป่าไม้ (N14) จะมีทางเดินที่สามารถเชื่อมเข้ามาที่สถานีทั้งจากกรมป่าไม้ กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก โรงเรียนสารวิทยา และไปรษณีย์จตุจักร สถานีบางบัว (N15) มีทางเดินเชื่อมจากกรมทางหลวงชนบท สถานีกรมทหารราบที่ 11 (N16) มีทางเดินเชื่อมจากอู่รถเมล์บางเขน และ สถานีวัดพระศรีมหาธาตุ (N17) สามารถเดินขึ้นมาเข้าระบบรถไฟฟ้าได้ทุกทิศทาง โดยมีสกายวอล์กรอบบริเวณสถานีรวมระยะทางกว่า 1.7 กม. สามารถเดินทางขึ้นได้ทั้งจาก กรมทหารขนส่ง โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ สน.บางเขน สำนักงานเขตบางเขน กรมควบคุมโรค สถานีดับเพลิงบางเขน วัดพระศรีมหาธาตุ และฌาปนสถานกองทัพอากาศ
นายมานิต กล่าวต่อด้วยว่า โดยในส่วนของสถานีในส่วนที่เหลือ ต่อจากสถานีวัดพระศรีมหาธาตุไปยังสถานีปลายทางคูคต ก็ได้มีการทำทางเดินสกายวอล์ก เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชุมชนและสถานที่สำคัญๆ ในเส้นทางใกล้รถไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ อย่างสะดวกด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะที่สถานีโรงพยาบาลภูมิพล จะมีทางเดินเชื่อมจากสถานีเข้าไปยังโรงพยาบาลภูมิพลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สำหรับการเปิดเดินรถจากสถานีห้าแยกลาดพร้าว (N9) ถึงสถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (N13) มีผู้โดยสารใช้บริการดังนี้ เดือน ม.ค. ผู้โดยสารเฉลี่ย 95,618 เที่ยวคนวัน เดือน ก.พ. ผู้โดยสารเฉลี่ย 107,555 เที่ยวคนต่อวัน จากนั้นในเดือน มี.ค.ผู้โดยสารลดลงจากผลกระทบสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเดือน มี.ค.ผู้โดยสารเฉลี่ย 64,580 เที่ยวคนต่อวัน เดือน เม.ย.ผู้โดยสารเฉลี่ย 19,999 เที่ยวคนต่อวันและเดือน พ.ค. ผู้โดยสารเฉลี่ย 34,476 เที่ยวคนต่อวัน ทั้งนี้เมื่อเปิดเดินรถถึงสถานีวัดพระศรีมหาธาตุและรัฐบาลเริ่มมาตรการคลายล็อคต่าง ๆ คาดว่าจะทำให้มีผู้โดยสารถึง 130,000 เที่ยวคนต่อวัน