อาจารย์จอมเดช ยังให้ข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า มีบางรัฐที่ใช้วิธีการโดยให้ผู้ที่พ้นโทษตามกฎหมายในคดีข่มขืน เมื่อเจ้าตัวกลับบ้านเกิดเมืองนอนจะต้องไปแจ้งกับผู้นำชุมชนของตนเองว่าตนเอง เพิ่งพ้นโทษในคดีข่มขืน เพราะจากการสำรวจพบว่า ผู้ที่ก่อเหตุแล้วมีโอกาสก่อเหตุซ้ำอีก จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการวิธีนี้ เพื่อให้คนในชุมชนระวังตัวกับคน ๆ นี้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งบางรัฐจะใช้วิธีการโดยให้เจ้าตัวเดินไปเคาะประตูบ้านทุกหลังในชุมชนของตัวเอง เพื่อแจ้งในลักษณะเดียวกัน ซึ่งถือว่าวิธีการเหล่านี้ดูค่อนข้างรุนแรง แต่สามารถลดจำนวนตัวเองในคดีข่มขืนได้อย่างประสบความสำเร็จโดยส่วนตัวเชื่อว่า ถ้าเมืองไทยนำวิธีการนี้มาใช้ก็อาจช่วยให้คดีข่มขืนลดลง
นอกจากนี้ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรจะเพิ่มการเก็บตัวเลขในคดีกระทำอนาจาร หรือคดีลวนลามด้วย ไม่ใช่แค่คดีข่มขืนเท่านั้น เพราะคดีเล็กๆ เหล่านี้ จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่จะช่วยวิเคราะห์พื้นที่การเกิดเหตุได้ และคดีเล็กๆ เหล่านี้จะก่อตัวเป็นคดีข่มขืนได้ในที่สุด
ข้อเสนอแนะเหล่านี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการยุติธรรมไทย ให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเมื่อกฎหมายคดีข่มขืน โทษสูงสุดคือการประหารชีวิตอยู่แล้ว แต่การลงโทษสูงสุดก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผู้ก่อเหตุคิดไตร่ตรองถึงโทษที่ตัวเองจะได้รับ ทางออกของปัญหานี้อาจต้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกลับมาทบทวนหรือสังคายนากันใหม่