สมัยนั้นคนไทยเรียกหน้ากากว่า "หน้ากากผ่าตัด" หรือหน้ากากปิดปากปิดจมูก ผมจึงตั้งชื่อใหม่ว่า "หน้ากากอนามัย" เพื่อให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ในการรณรงค์ลดการแพร่เชื้อทางเดินหายใจให้ผู้อื่นด้วยการใส่หน้ากากอนามัย
เมื่อเริ่มรณรงค์ 18 ปีที่แล้ว ภายใต้ทุนวิจัยวัณโรคดื้อยาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราขนครินทร์ ศิริราชมูลนิธิ ซึ่งผมเป็นประธาน โดยมีคุณเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ คุณนิโคล เทริโอ และศิลปินเด็กแกรมมี่ในขณะนั้นมาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ เราแจกฟรีทั้งหน้ากากผ้า แอลกอฮอล์เจล
ระยะแรกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยเห็นด้วย แต่หน่วยงานของรัฐ สมาคมที่ทำงานด้านวัณโรคและโรคปอดเห็นต่าง ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นด้วย (ดูรูป) สมัยนั้นคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่กล้าใส่หน้ากากอ่านข่าวเพิ่มเติม >>โบอิ้ง 787 หรือ "เจ็ด-แปด-จอด" ? บทเรียนที่การบินไทยต้องจำหลังจากเริ่มรณรงค์ก็มีโรคระบาดใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมา โรคซาร์ส โรคไข้หวัดนก โรควัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) คนไทยใส่หน้ากากอนามัยมากขึ้น และเริ่มติดปากคำว่าหน้ากากอนามัยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัว กลัวฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว PM 2.5 เราจึงเห็นคนไทยใส่หน้ากากมากขึ้นอีกในวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน แต่จุดประสงค์ของการใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเองจากการหายใจฝุ่นพิษเข้าร่างกาย การใส่หน้ากากจึงกลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจอีกต่อไป
ปัจจุบันเมื่อมีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัว ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน วิธีป้องกันดีที่สุดคือ ใส่หน้ากากอนามัยทุกคนไม่ว่าจะเป็นหน้ากากผ้าหรือหน้ากากสีเขียวสีฟ้า หมั่นล้างมือก่อนเอามือมาแคะจมูก ขยี้ตา และเว้นระยะห่างคนไทยให้ความร่วมมือดีมากใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่น ขอให้ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างต่อไปข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก :หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC