ทั้งนี้ นายธนาธร กล่าวว่า พ.ร.ก. ฉบับแรก รายละเอียดคือ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้คือแบ่งเงินเป็น 3 ก้อน ก้อนแรกจำนวน 45,000 ล้านบาท นำไปเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข ก้อนที่สองจำนวน 550,000 ล้านบาท นำไปเยียวยาพี่น้องประชาชน ก้อนที่สามจำนวน 400,000 ล้านบาท นำไปฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมพ.ร.ก.ฉบับที่สอง คือ ปล่อยกู้ให้ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้คือเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SMEs โดยไม่ล้มละลาย ไม่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยให้กู้กับธนาคารพาณิชย์หรือจะให้กู้ในรูปแบบการซื้อตั๋วเงิน ในอัตราดอกเบี้ย 0.01 % ต่อปี แล้วธนาคารพาณิชย์นำไปปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs ในอัตราดอกเบี้ย 2 % ต่อปี ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าข่ายจะได้รับสิทธิในกฎหมายฉบับนี้ คือจะต้องมีวงเงินสินเชื่ออยู่กับธนาคารพาณิชย์ไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ.วันที่ 31 ธันวาคม 2562 สามารถเข้าไปขอกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินที่คงค้างอยู่กับธนาคาร ทั้งนี้ใน 6 เดือนแรกยังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะเป็นผู้รับดอกเบี้ยนั้นไว้ "และสุดท้าย พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เนื้อหาใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ จะมีกองทุนใหม่ตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ของบริษัทเอกชน กองทุนมีความใหญ่โต 4 แสนล้านบาทจะใช้โดยคณะกรรมการลงทุน ที่ถูกตั้งมาโดยกฎหมายนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้คณะกรรมการลงทุนจะซื้อหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนอันใดต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ประการแรกเป็นหนี้ใหม่ที่ตราขึ้นมาเพื่อไถ่ถ้อนหนี้เดิมที่ครบกำหนดเท่านั้น ประการที่สอง ต้องเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้น ประการที่สาม กองทุนนี้ไม่สามารถซื้อหุ้นกู้ได้เกิน 20 % ของมูลค่าหุ้นกู้ชุดนั้นที่ออกมาทั้งหมด และประการสุดท้ายหุ้นกู้ที่ออกมาต้องมีความน่าเชื่อถือใน "ระดับที่ลงทุนได้" ที่รับประกันโดยบริษัทที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรับรองเท่านั้น" นายธนาธร กล่าว