ทั้งนี้การซื้อขายตราสารหนี้ของเอกชนหรือของคนรวยนั้น เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติที่ต่างรู้ถึงความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจกันอยู่แล้วตามปกติ แต่การที่รัฐบาลใช้อำนาจออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทให้ ธปท.ไปช่วยอุ้มหนี้เอกชนดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการใช้ ธปท. เป็นเครื่องมือในการผลักภาระขาดทุนของบริษัทเอกชนไปให้เป็นภาระแก่ประเทศชาติ อันจะทำให้ ธปท. ดำเนินการในสิ่งที่นอกเหนือการดำเนินนโยบายการเงินและวัตถุประสงค์ของ ธปท. ตามของเขตของกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ม.172 ประกอบ ม.140 บัญญัติให้อำนาจรัฐบาลออกพระราชกำหนดได้ก็แต่เฉพาะเป็นกรณีฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น ซึ่งเอกชนที่มีตราสารหนี้ต่าง ๆ สามารถที่จะหาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินของรัฐบาล เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ และหรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ ฯลฯ ได้อยู่แล้ว โดยไม่จำต้องให้ ธปท.ออกหน้ามาดำเนินการ ซึ่งเป็นที่ข้อครหาว่า รัฐอาศัยสถานการณ์โควิด-19 กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาช่วยอุ้มคนรวย โดยใช้ พ.ร.ก.อีก 2 ฉบับมาบังหน้านั่นเอง ขณะที่การจ่ายเงินช่วยคนจน 5,000 บาท กว่าจะได้แต่ละคนนั้นแสนยากเข็ญ หลายรายต้องหอบสังขารไปร้องเรียนหรืออุทธรณ์ที่หน้ากระทรวงการคลัง ซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามแต่เหตุผลของรัฐที่จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ แต่กลับคนรวยกลับอุ้มกันง่ายๆ โดยไม่ละอาย