พระราชประสิทธิคุณ รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาส
วัดเทพปูรณาราม กล่าวว่า มีคนเอาสัตว์มาเผาอยู่บ่อยๆ เฉลี่ยเดือนละครั้ง 2 ครั้ง แต่ก่อนมาก็สามารถติดต่อทางวัดหรือหากสะดวกเดินทางมาเองก็ได้ แค่แจ้งเวลาว่าจะมาเวลาไหน แต่ส่วนใหญ่นิยมมาตอนเย็นเหมือนการเผาศพคน โดยคนที่มาจะต้องเตรียมถ่าน น้ำมันมาเอง และจะนิมนต์พระสวดกี่รูปก็แจ้งมา โดยจะมีการประกอบพิธีทางสงฆ์เหมือนการเผาศพคนแต่จะสั้นกว่าโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เสร็จ โดยพอเผาพระก็จะดูแลให้ บางคนอยากเก็บเอากระดูกกลับไปก็ได้ หรือไม่เอากลับไปก็ได้ พระก็จะเอากระดูกไปฝังให้ตามความต้องการ
สำหรับการนิมนต์พระส่วนใหญ่นิมนต์แค่ 4 รูป และมีการดูแลเรื่องการเผา ถ่านพอไหม ถ้าตัวใหญ่หนักประมาณ 15 กิโลกรัม ก็จะต้องใช้ถ่านประมาณ 6 ถุง ซึ่งที่ผ่านมามีคนติดต่อเอามาน้อย อาจจะเพราะไม่มีใครรู้ว่าที่นี่มีเมรุเผาศพสัตว์เลี้ยง
"ส่วนการที่คนเอาสัตว์มาเผา อาตมาคิดว่าเพราะเขารักสัตว์เลี้ยง อยากจะทำพิธีเพราะมีศรัทธา และคิดว่าในชาติต่อไปอยากให้สัตว์เลี้ยงของเขาเกิดในที่ดีกว่านี้และได้เกิดมาในภพภูมิที่ดีกว่า การที่มีเตาเผาแบบนี้อยู่ในวัดมันดีตรงที่ปลอดภัย จัดการได้ง่าย หากเผาทั่วไปหรือฝังไปอาจจะมีการระบาดของเชื้อโรคได้ เผาแบบนี้ปลอดภัยและป้องกันเชื้อโรคได้ด้วย ตามหลักศาสนาไม่ได้ขัดอะไร เพราะเราไม่ได้ทำใหญ่เหมือนทำให้คน แต่เพราะเราเมตตาต่อสัตว์เลยทำแบบนี้ มีความศรัทธา แสดงความกตัญญูต่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง" พระราชประสิทธิคุณ กล่าว
ด้านนายพิสุทธิ์ อนุตรอังกูร นายกเทศมนตรีตำบลท่าพระ กล่าวว่า การมีเตาเผาแบบนี้ดี และถือเป็นเรื่องที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะระบบการจัดการศพสัตว์แบบนี้ทำให้สะดวก สะอาด และปลอดภัย นอกจากความสะดวกในการจัดการเผาศพที่เป็นรูปแบบและสามารถป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในสัตว์โดยเฉพาะโรคติดต่อร้ายแรงอย่างพิษสุนัขบ้าได้แล้ว ที่เมรุเผาศพสัตว์แห่งนี้ยังมีคนนำไก่ เป็ด นก ที่เป็นโรคติดต่ออย่างไข้หวัดนกมาเผาเพื่อทำลายซากป้องกันการติดต่ออีกด้วย
"ในระบบสุขอนามัยถือว่าดี เพราะป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ อีกทั้งเมรุแห่งนี้เป็นการระดมทุนจากภาคเอกชนมากันเอง ทางเทศบาลไม่ได้ใช้งบประมาณของเทศบาล เพราะหากใช้งบประมาณของรัฐก็ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนในการบริหารจัดการร่วมกับรัฐและเป็นต้นแบบที่ดีอีกอย่างหนึ่งด้วย" นายพิสุทธิ์ กล่าว