แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (27 เม.ย. 1 พ.ค. 63)
ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากตลาดยังกังวลกับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังความต้องการใช้น้ำมันตลาดโลกชะลอตัวลงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กดดันความต้องการใช้น้ำมัน อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาน้ำมันและบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาด กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตรหรือกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ประกาศพร้อมร่วมเดินหน้าลดกำลังการผลิต โดยจะเริ่มขึ้นในเดือน พ.ค. 63 ตามข้อตกลงในการประชุมฉุกเฉินในช่วง 12 เม.ย.63 ที่ผ่านมา ทั้งยังเตรียมประชุมฉุกเฉินอีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ค. อีกด้วย นอกจากนั้นตลาดได้รับปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐฯ ประกาศแนวทางทยอยเปิดเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
1. ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากกว่า 8 แสนคน จากจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 2.5 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดน้อยลง ส่งผลให้ล่าสุดปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 17 เม.ย. 63 ณ จุดส่งมอบ Cushing, Oklahoma ปรับตัวสู่ระดับกว่า 61 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80 ของถังเก็บสำรองทั้งหมด โดยตลาดคาดว่าหากน้ำมันดิบคงคลังยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจรองรับได้อีกเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้มีการเทขายน้ำมันดิบออก ส่งผลกดดันราคาน้ำมัน
2. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศที่จะคลายมาตรการล็อคดาวน์ในหลายรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง หลังการประกาศล็อคดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคนต้องตกงาน อย่างไรก็ตาม แผนการคลายมาตรการล็อคดาวน์จะดำเนินการเป็นระยะ ขึ้นอยู่กับผู้ว่าการรัฐจะตัดสินใจ หากสหรัฐฯ กลับสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น