นายปดิพัทธ์กล่าวต่อว่าผู้ออกนโยบายเกือบทั้งหมด เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับผลกระทบด้านการเงินจากสถานการณ์โควิด เพราะได้รับเงินเดือนเต็มจากภาษีของประชาชนทุกเดือน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจ ถ้าปราศจากการรับฟังและร่วมออกแบบมาตรการกับภาคประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายที่ออกมา
"แคมเปญ เราไม่ทิ้งกัน สวนทางกับคนจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งซึ่งผมพบเจอทุกวัน ด่านต่างๆที่รับผิดชอบโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบงานใหญ่มาก รับผิดเต็มๆถ้ามีข้อผิดพลาด แต่ไม่ได้รับชอบไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ผู้นำในตำบลต่างๆต้องระดมเงินทั้งของท้องถิ่นและส่วนตัวโปะเข้าไปกับงานที่มีคนจำนวนมากทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน มีอุปกรณ์ เสบียงอาหารที่ต้องกินต้องใช้ตลอดเวลา นี่ก็คือความไม่ยุติธรรมอีกด้านหนึ่ง" นายปดิพัทธ์กล่าวนายปดิพัทธ์กล่าวต่อไปถึงข้อเสนอ ว่าการสั่งปิดเมือง-ปิดกิจการที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสำคัญ จะทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐรองรับการบริการอาหารแบบถ้วนหน้า ทั่วถึง เป็นการบริการ ไม่ใช่การสงเคราะห์ เพราะต่อให้เราผ่อนคลายล๊อค แต่ในเมื่อยังไม่มีวัคซีน การตรวจที่เป็นเชิงรุก และการขยายความสามารถในการรองรับทางสาธารณสุข เราก็ต้องอยู่กันแบบนี้ไปอีกหลายเดือน