เนชั่นทีวี

ข่าว

โฆษก ศบค. ตอบเป็นนัย ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

24 เม.ย. 2563 | thanya_pat

โฆษก ศบค. ตอบเป็นนัย ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

โฆษก ศบค. แถลงยอดผู้ติดเชื้อโควิด - 19 วันนี้ 15 คน ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มสะสม 50 ราย ชี้ มาตรการผ่อนปรณแต่ละจังหวัด จะตามมาภายหลัง ครม.เคาะ คลายล็อก ตอบเป็นนัย ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้มาตรการใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประจำวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2563 ที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15 คนยอดผู้ป่วยสะสม 2854 คน กลับบ้านได้ 2490 คน รักษาอยู่ภายในโรงพยาบาล 314 คน และไม่มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มในวันนี้ รวมทั้งสิ้นเสียชีวิต 50 รายโดยผู้ป่วยรายใหม่ 15 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวังและบริการ 11 คนแบ่งเป็นผู้ป่วยสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 9 คน ไม่มีประวัติสัมผัสกับผู้ ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 2 คน แบ่งเป็นคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ 1 คน และเดินทางไปยังสถานที่ชุมชน 1 คน อยู่ระหว่างสอบสวนโรค 4 คน และมีการค้นหา Active Case finding ในชุมชนจังหวัดยะลา 4 คนซึ่งผู้ป่วยรายใหม่ มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 คน ภูเก็ต 4 คน ยะลา 4 คน ปทุมธานี 1 คน สงขลา 1 คนและสมุทรปราการ 1 คนส่วนพื้นที่จังหวัดที่มีการทำ PUI หรือผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สะสมโรคที่มีกลุ่มอาการไอไข้หรือมีน้ำมูกก่อนทำ PCR หรือตรวจสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูก สะสมมากกว่า 1,000 คน ประกอบไปด้วยกรุงเทพมหานคร 11,665 คน ยะลา 4,448 คน นนทบุรี 3,630 คน ชลบุรี 1,879 คน ภูเก็ต 2163 คน และสมุทรปราการ 1,302 คน

ทั้งนี้นายแพทย์ทวีศิลป์ เน้นย้ำว่า หากมีการระบาดในระรอกที่ 2 เงินจะไม่เพียงพอ เนื่องจากมีงบประมาณค่อยข้างจำกัด นอกจากนั้นเองบุคลากรทางการแพทย์ก็จะเหนื่อยล้า ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น พร้อมกับระบุว่าขณะนี้มีการเรียกตรวจกลุ่มเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นประมาณวันละเกือบ 2,000 คน ขณะนี้เองการวางแผนของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกันศักยภาพของการตรวจขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า ศักยภาพทำการตรวจในประเทศอยู่ที่ 20,000 เทสต่อวัน พร้อมกับตั้งเป้าจำนวนห้องปฏิบัติการกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ กว่า 123 แห่งทั่วประเทศโดยเมื่อช่วงเช้าพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้รายงานต่อที่ประชุมศบค. ว่าจะนำคนไทยเดินทางกลับประเทศให้ได้ทั้งหมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าน่านฟ้าของประเทศนั้นๆว่าจะเปิดหรือไม่ ซึ่งขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเศเองก็มีการแระสานงานกับสถานฑูต ณ ประเทศนั้น รวมไปถึงเปิดช่องทางให้คนไทยลงทะเบียน เพื่อเตรียมสถานที่กักกันโรค หรือ State Quarantine ให้เพียงพอส่วนจากการศึกษาการระบาดเป็นกลุ่มก้อนที่ยังพบอยู่ในผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องหรือ Active cluster ในพื้นที่จังหวัดยะลา อำเภอบันนังสตาและอำเภอยะหามีจำนวนผู้ป่วย 51 คนตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคมถึง 20 เมษายนซึ่งปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยรายแรกในกลุ่มเป็นผู้ เดินทางร่วมพิธีทางศาสนาในประเทศมาเลเซีย จำนวน 10 คนส่วนปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยรายต่อๆมาร่วมพิธีทางศาสนาที่อำเภอบันนังสตา 15 คนอาศัยร่วมบ้านและชุมชน 22 คนและเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 2 คนนอกจากนั้นยังมีการค้นหาเชิงรุกอีก 2 คนทั้งนี้นายแพทย์ทวีศิลป์ ได้มีการรายงานมาตรการของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงมาตรการเข้ม พร้อมกับระบุว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งจะไม่คาดการณ์แตกต่างกันไปจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เป็นประเทศเดียวที่จะต้องใช้มาตรการเข้ม แต่หลายที่ทำแล้วและยังต้องทำต่อ เพราะฉะนั้นมาตรการเหล่านี้เราจะต้องพยายามทำเพื่อไม่ให้การ์ดตก ส่วนคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ วันนี้มีคนไทยเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นเที่ยวบิน nh847 เวลา 15:30 น จำนวน 31 คน เป็นคนไทยเดินทางกลับมาจากประเทศอินเดียเที่ยวบิน FD 9123 เป็นเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำเวลา 15:30 น จำนวน 117 คน แล้ววันที่ 25 เมษายนเป็นคนไทยเดินทางกลับมาจากประเทศอิหร่านเที่ยวบิน w5051 เวลา 07:25 น.จำนวน 21 คน เป็นคนไทยเดินทางกลับจากประเทศอินเดียเที่ยวบิน FD 9123 เป็นแบบเช่าเหมาลำเวลา 15:10 น. จำนวน 171 คน

การประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิวในเวลา 22.00 - 4:00 น พบผู้กระทำความผิดออกนอกเคหสถาน 482 คนได้ตักเตือน 36 คน และดำเนินคดีทั้งสิ้น 446 คดี มั่วสุมชุมนุม 39 ค นโดยเป็นการดำเนินคดีทั้งหมด โดยจำนวนผู้กระทำความผิดทั้งสิ้นตั้งแต่วันที่ 3 ถึง 22 เมษายนพบผู้กระทำความผิด 1972 คน ช่วงอายุที่กระทำความผิดมากที่สุดอยู่ในช่วง 19 ถึง 30 ปี รองลงมาคืออายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเป็นชายมากกว่าหญิง ส่วนแนวโน้มการคลายล็อกในแต่ละจังหวัดจะสามารถทำได้เองหรือไม่นั้น นายแพทนย์ทวีศิลป์ อธิบายว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์ฯ จะต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ในการออกกฎหมายของต่างประเทศ ส่วนการผ่อนคลายเปิดนู่นนั่นนี่เป็นเรื่องของทางจังหวัดจะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง ซึ่งศบค.จะรับทุกเรื่องไม่ได้ จึงมีการตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด และคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน และมีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ส่วน อสม.ถือเป็นกำลังหลัก ที่ต้องดูแลตนเองในพื้นที่ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข จะต้องลงไปช่วยออกโปรแกรมโดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาลการปฏิบัติงานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปจะให้สิทธิ์ต่างๆ ทั้ง ฌาปนกิจสงเคราะห์ การจัดการศพ ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมาก็มีภาคเอกชนลงมามอบกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่ากว่า 10 ล้านบาทให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงกองทุนเยียวยาให้กับอสมอีก 10 ล้านบาทเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้บุคลากรสาธารณสุขทั้งระบบ

ข่าวล่าสุด