จริงๆ ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่า สายการบินไทยอาการโคม่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากที่ผ่านมาการบินไทยประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาโดยตลอด พอมาเจอวิกฤตโควิด-19 เลยยิ่งเปรียบเสมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
งบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 พบว่า การบินไทยมีหนี้สินหมุนเวียนอยู่ที่ 84,367 ล้านบาท เป็นหนี้สินระยะยาวที่ต้องชำระภายในหนึ่งปี 21,730 ล้านบาท หนี้สินระยะยาวจากสถาบันการเงิน / สัญญาเช่าเครื่องบิน /และหุ้นกู้ 122,120 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นลดต่ำลงเหลือ 11,765 ล้านบาท อัตราหนี้สินต่อผู้ถือหุ้น เท่ากับ 20.8 เท่า
เปิดมาปี 2563 มาได้ราว 2 เดือนเศษ เจอโควิด-19เข้าไป ถึงกับต้องประกาศหยุดบินทุกเส้นทางชั่วคราวไปจนถึงสิ้นเดือน พ.ค.เป็นอย่างน้อย ซึ่งหมายถึง รายได้ก้อนใหญ่ที่หายไป แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเท่าเดิม.. (พังสิคะงานนี้)
จากสถานภาพทางการเงินที่ใกล้ล้มละลายเต็มที ทำให้การบินไทยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเพิ่มทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง (เพราะความสามารถในการกู้เงินหมดมานานแล้ว)
เบื้องต้น แนวทางการเพิ่มทุน ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ ลดสัดส่วนการถือหุ้นในการบินไทยของกระทรวงการคลัง และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานอื่นเข้ามาแทนที่แต่ก็มีข้อแม้ว่า ไม่ต้องการให้เอกชนเข้ามาถือหุ้น เพราะยังต้องการให้การบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ!!
เมื่อกระทรวงการคลัง ต้องการลดสัดส่วนการถือหุ้นลง แต่ไม่ต้องการให้เอกชนเข้ามาเพิ่มทุน หมายความว่า หน่วยงานที่จะเข้ามาเพิ่มทุนได้ คงหนีไม่พ้นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพ (ซึ่งปัจจุบันก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า)
คุณถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสายการบินแห่งชาติ ก็ยืนยันว่า กระแสข่าวที่จะให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นการบินไทย ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเปรียบเสมือนเอาสมบัติชาติไปขายให้เอกชน