เนชั่นทีวี

ข่าว

ตำรวจนครบาล เตือนภัยจากการซื้อหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุม

10 มี.ค. 2563 | Ekkapon

ตำรวจนครบาล เตือนภัยจากการซื้อหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุม

ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา สั่งหัวหน้าทุกโรงพักนครบาล กวดขัน ป้องปราม การฉวยโอกาส กักตุน หน้ากาก-เจลล้างมือ ขายเกินราคา จำหน่ายของด้อยคุณภาพ หรือประกอบการสร้างความเดือนร้อนปชช. งัด 4 ข้อหา โทษหนักจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสน ตรวจสอบ 7 ความน่าเชื่อถือก่อนสั่งซื้อออนไลน์ แนะเก็บหลักฐานการซื้อขาย ไว้ยืนยัน หรือดำเนินคดี

หลังการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 หรือโควิด 19 (COVID 19)ในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ แต่บุคคลบางกลุ่ม ผู้ประกอบการบางราย ฉกฉวยกักตุนสินค้าที่กำลังขาดแคลน โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินควร จำหน่ายสินค้าไม่มีคุณภาพ หรือ นำสินค้าใช้แล้วมาหลอกขายว่าเป็นสินค้าใหม่ หรือหลอกลวงขายสินค้าซึ่งไม่มีอยู่จริงให้แก่ประชาชน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการกำชับให้สถานีตำรวจ และหน่วยงานในสังกัด เฝ้าติดตามตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิดให้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดทุกราย โดยให้ ผู้กำกับการ หัวหน้าสถานีตำรวจ ควบคุมกำกับการสอบสวนคดีด้วยตนเอง
ทั้งนี้ การกระทำผิดข้างต้นมีอัตราโทษ ดังต่อไปนี้ 1.การกักตุนสินค้าควบคุมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 30 ประกอบมาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

2.การจำหน่ายสินค้าและบริการที่ควบคุมเกินราคา เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 26 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.การจำหน่ายสินค้าด้อยคุณภาพเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
4.การหลอกลวงขายสินค้าซึ่งไม่มีอยู่จริงให้แก่ประชาชน อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามมาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่กรณี
ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวแนะนำประชาชนว่า หากต้องการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการสั่งซื้อสินค้า โดยตรวจสอบ 7 ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ประกอบด้วย 1.ความน่าเชื่อถือของผู้ขายจากกลุ่มที่ทำการซื้อขาย 2.ตรวจสอบชื่อบัญชีและเลขบัญชีของผู้ขายจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ว่ามีการขึ้นบัญชีโกงหรือไม่ 3.ตรวจสอบคำวิจารณ์ (review) การซื้อขายสินค้าของผู้ขาย 4.อย่าเห็นแก่สินค้าราคาถูก ซึ่งอาจด้อยคุณภาพ 5.หากเป็นไปได้ ให้นัดรับสินค้าจากผู้ขายโดยตรง 6.อย่าสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายครั้งละปริมาณมากๆ และ7.สังเกตวิธีการมัดจำราคาสินค้า

ในกรณีที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ใน กทม.แล้วไม่ได้รับสินค้า ขอให้ผู้ซื้อเตรียมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อซื้อขาย เช่น ภาพเว็บไซต์ เพจ หรือหน้าที่ประกาศขายสินค้า ข้อความสนทนาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ขาย เช่น ชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล์ เลขบัญชีธนาคารของผู้ขาย และหลักฐานการโอนเงินชำระค่าสินค้า และนำหลักฐานดังกล่าวเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจพื้นที่ที่มีการตกลงซื้อขายสินค้า หรือโอนเงินชำระค่าสินค้า 
ทั้งนี้ สำหรับความผิดที่เป็นการฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้เสียหายจะต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด 
หากประชาชนพบเบาะแสการกระทำผิดดังกล่าว หรือพบบุคคลที่เพิ่งเดินทาง กลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องท้องที่นอกราชอาณาจักร ที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด-19 ที่ไม่กักตัวอยู่ในบ้านพัก 14 วันตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ สามารถแจ้งมายังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือ ศูนย์วิทยุ 191 เพื่อตรวจสอบและดำเนินการต่อไป.

ข่าวล่าสุด