มีคนไทยหลายคนที่เดินทางไปกลุ่มประเทศเสี่ยง โดยเฉพาะเกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่กลับมาแล้วต้องกักตัวเองอยู่บ้านเป็นเวลา 14 วันเพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 ซึ่งหลายคนที่ไปในช่วงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเจอกับการกักตัว หลังจากที่มีกรณีคุณปู่ ปกปิดประวัติการเดินทาง แล้วป่วยติดเชื้อ COVID-19 แพร่เชื้อให้กับคุณย่า และหลานจนทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง โรงเรียนปิด ธนาคารของลูกชายต้องปิดสาขาชั่วคราว สร้างความตื่นตระหนกไม่น้อย
ทำให้หลังจากนั้น คนไทยที่กลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง จึงต้องเข้าสู่การกักตัวอย่างเคร่งครัด หากเดินเอ้อระเหยลอยชายหรือเดินทางไปที่อื่น ก็จะถูกสังคมประนาม ว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
ผลกระทบสำหรับคนไทยที่ต้องถูกกักตัว สำหรับบางคนการหยุดงาน 14 วันไม่ได้รับสิทธิ์ ต้องใช้สิทธิ์การลาจนหมด หรือบางทีต้องหยุดแบบไม่รับค่าจ้าง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อรายรับ กลายเป็นกระแสดราม่าของคนในสังคมขึ้นมา
แต่อย่างไรก็ตามการกักตัว 14 วันเป็นฉันทามติร่วมกันของสังคมว่าคงต้องทำตามกฎนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
หากคนไทยที่กลับจากประเทศเสี่ยง เป็นส่วนที่ปฏิบัติป้องกันอย่างเข้มงวด แต่ก็น่าแปลกใจว่า ภาครัฐยังคงปล่อยให้นักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเดินทางเข้ามา ท่องเที่ยวประเทศไทย โดยไม่มีการกักตัว 14 วันเหมือนเช่นคนไทย เพราะเป็นห่วงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งย้อนแย้งกับการที่คนไทยกลับมาต้องกักตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การควบคุมโรคจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด