เราอยู่ห่างจากบริเวณยอดภูประมาณ 2 กิโลเมตรบริเวณนี้คือจุดที่เจ้าที่ทำแนวกันไฟเดินไปได้สุดแค่ป้ายที่เขียนว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาดเพราะว่าข้างในยังมีไฟปะทุอยู่เราจึงได้ใช้โปรบินสำรวจพบว่ายังคงมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา
อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นพื้นที่ที่มีป่าหลายชนิดรวมอยู่ในพื้นที่เดียวกัน บริเวณเชิงเขาจะเป็นป่าเต็งรัง ซึ่งเกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี เมื่อสูงขึ้นก็จะเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ตามลำดับ โดยบริเวณยอดเขาที่เป็นภูเขาหัวตัด เป็นพื้นที่ราบมีลักษณะเป็นระบบนิเวศแห่งทราย ที่ในอดีตไม่เคยมีต้นสนขึ้นหนาแน่น
แล้วตอนนี้ทีมข่าวก็ขึ้นมาอยู่บนยอดภูกระดึง บริเวณนี้คือหลังแป ได้เห็นป่าสนที่ถูกไฟไหม้อย่างชัดเจน ซึ่งเดิมทีบริเวณนี้ไม่เคย เป็นป่าสนมาก่อน จะเป็นแอ่งทราย ทุ่งหญ้ากว้างขวาง หลังจากที่ไฟไหม้ป่าสนไปแล้วมีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการว่าควรฟื้นฟูระบบนิเวศแอ่งทรายให้กลับคืนมา
และนี่ก็คือทรายที่สีขาวละเอียด อยู่ในป่าสนที่ถูกไฟไหม้ ชาวบ้านภูกระดึงที่เกิดและโตทำอาชีพค้าขายบริการนักท่องเที่ยว เล่าให้เราฟังว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วพื้นที่บริเวณนี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไม่มีป่าสนขึ้น สอดคล้องกับข้อเสนอของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ ที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่เสนอให้ใช้วิกฤตเป็นโอกาสพลิกฟื้นระบบนิเวศแอ่งทราย ให้กลับคืนมา
แม้ไฟป่าบริเวณยอดภู จะดับลงไปแล้ว เหลือแต่เพียงกลุ่มควันที่ยังลอยคละคลุ้ง เจ้าหน้าที่จึงเร่งทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟที่ยังติดอยู่ด้านล่าง ขึ้นมาซ้ำเติม
และนี่ก็คือร่องรอยการทำแนวกันไฟของเจ้าหน้าที่ เดินจากตรงนี้มาสู่จุดนี้ ก็จะได้เห็นทางเดินเท้าเดิมซึ่งถูกใช้ประโยชน์เป็นแนวกันไฟแต่ก็ไม่สามารถจะป้องกันไฟป่าที่ลูกหัวมาจากพื้นที่ด้านล่างได้
คงต้องจับตาดูในระยะสั้นว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมไฟป่าภูกระดึงที่ยังคงโหมลุกไหม้อยู่ด้านล่างได้หรือไม่ ส่วนระยะยาวคงต้องดูว่าโครงการฟื้นฟูป่าที่ผิดหลักนิเวศวิทยา เช่นการปลูกป่าสน ในอ่างทราย จะได้รับการแก้ไขหลังเกิดไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ครั้งนี้หรือไม่