และถ้าย้อนกลับไปดูข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับการระบาดของ "โรคซาร์ส" เมื่อปี 2002 ค้างคาวก็เคยถูกระบุว่าเป็นต้นตอสำคัญ ซึ่งอันที่จริงในแวดวงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร เพราะเจ้านกมีหู หนูมีปีกชนิดนี้ ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรคสารพัดชนิดที่มนุษย์ไม่ควรเข้าใกล้อยู่แล้ว
แหล่งรวมโรค ต้นตอ ไวรัสโคโรน่า และอีกกว่า 60 ชนิด"ค้างคาว" เป็นสัตว์เลี้ยงลูกที่มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์จำพวกฟันแทะ สันนิษฐานว่าพวกมันอยู่บนโลกมากว่า 50 ล้านปีแล้ว ปัจจุบันค้างคาวมีจำนวนชนิดพันธุ์หลากหลายถึงราว 1,240 ชนิด เฉพาะในประเทศไทยมีประมาณ 120 ชนิด แบ่งเป็นค้างคาวกินผลไม้ 20 ชนิด ค้างคาวกินแมลง 99 ชนิด ส่วนอีก 1 ชนิด เป็นค้างคาวที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารสำหรับค้างคาวที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteopus vampyrus) เป็นค้างคาวกินผลไม้ มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 1 กก. เมื่อกางปีกออกทั้งสองข้างจะกว้างถึง 2 เมตร ส่วนค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) เป็นค้างคาวกินแมลง มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ช่วงปีกกว้างเพียง 16 เซนติเมตรด้วยความที่ชอบออกหากินกลางคืนและมักอาศัยอยู่ในถ้ำ ทำให้ชีวิตของพวกมันค่อนข้างเป็นเรื่องลึกลับ คนสมัยก่อนจึงมักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับค้างคาวโดยเชื่อมโยงกับปีศาจร้าย แวมไพร์ ผีดูดเลือด ทว่าความน่ากลัวของค้างคาวในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องราวลึกลับหรือตำนานความเชื่อ แต่เป็นการพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิดจากค้างคาวหลายชนิดพันธุ์ทั่วโลก และมีรายงานว่าหลายชนิดก่อให้เกิดโรคในคน เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies), ไวรัสอีโบลา (Ebola), ไวรัสซาร์ส (SARS), ไวรัสนิปาห์ (Nipah)
นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ (www.bangkokhealth.com) กล่าวในบทความ เชื้อไวรัสในค้างคาว ถึงผลการวิจัยในประเทศไทยว่า ได้มีการตรวจพบไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ จากการตรวจเลือด น้ำลาย และปัสสาวะของค้างคาวแม่ไก่ เชื่อว่าค้างคาวชนิดอื่นๆ ก็มีเชื้อไวรัสเช่นกัน สำหรับโรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40-80 เลยทีเดียว
ความน่ากลัวก็คือ เมื่อค้างคาวมีการติดเชื้อไวรัสอาจไม่แสดงอาการความผิดปกติใดๆ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย และแม้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดทำให้ค้างคาวป่วยหนักจนตาย แต่ก็จะมีจำนวนไม่น้อยที่หายเอง และยังคงแพร่เชื้อต่อไปได้ ...ถึงอย่างนั้นคุณหมอบอกว่า แม้จะพบเชื้อไวรัสในค้างคาวหลายชนิด แต่การแพร่เชื้อโรคสู่มนุษย์ก็ไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย
"การแยกพื้นที่ที่ชัดเจนจะช่วยให้ไม่ให้มีการปะปนของค้างคาวติดเชื้อมายังคนและสัตว์ การไม่รุกล้ำเข้าไปในถิ่นธรรมชาติของค้างคาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการครอบครองพื้นที่ รวมทั้งการไม่นำค้างคาวมาบริโภค จะเป็นเครื่องมือป้องกันให้ค้างคาวไทยยังคงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีคุณค่าโดยที่ไม่มีผลกระทบนำโรคร้ายใดๆ มาสู่คน"
แต่อย่างที่ทราบกัน ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจีน "ค้างคาว" ถูกนำมาบริโภคและใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ จนในที่สุดเชื้อโรคในตัวของพวกมันก็กลายพันธุ์มาก่อโรคร้ายในร่างกายมนุษย์ โดยในรายงานวิจัยของจีนหลังสถานการณ์การระบาดของโรคซาร์สชี้ชัดว่า โคโรนาไวรัสที่คล้ายกับโรคซาร์สมาจากค้างคาวและแพร่กระจายไปยังมนุษย์ ไม่ว่าโดยตรงหรือผ่านอาหารป่าที่วางขายในตลาดจีน
"อีเห็นที่นำมาขายในตลาดเป็นเพียงตัวขยายเชื้อไวรัสโรคซาร์สไปสู่มนุษย์เท่านั้น งานวิจัยพบว่าเชื้อไวรัสตรงกับเชื้อที่พบในค้างคาวมงกุฎจีน"
ผลการศึกษาหลังจากนั้นได้เตือนภัยไว้แล้วว่า หากยังไม่มีการควบคุมการบริโภคค้างคาว เชื้อไวรัสจะโจมตีมนุษย์อีกครั้ง
"ค้างคาวอาจติดเชื้อไวรัสหลายตัวอยู่ตลอดเวลา แต่มักจะไม่แสดงอาการทางคลินิก ด้วยลักษณะเช่นนี้ของมัน และการนำค้างคาวและผลิตภัณฑ์จากค้างคาวมาทำอาการท้องถิ่นและยาแผนโบราณมากขึ้นในจีนภาคใต้และที่อื่นๆ ในเอเชีย ทำให้เราต้องศึกษาค้างคาวในฐานะแหล่งกักเก็บไวรัสโคโรนา ไวรัสของโรคซาร์ส"
ที่น่าสนใจคือ ในเดือนธันวาคม 2560 ทีมนักวิจัยของสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น นำโดย Ben Hu ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร PLOS Pathogens ว่า นักวิจัยพบถ้ำห่างไกลแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนานเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวมงกุฎ (Horseshoe bat) ที่มีเชื้อโคโรนาไวรัสที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกับโรคซาร์ส
ครั้งนั้นทีมนักวิจัยฯอู่ฮั่นได้แสดงความกังวลว่า การระบาดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะถ้ำค้างคาวนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านเพียงหนึ่งกิโลเมตร และห่างจากเมืองคุนหมิงเพียง 60 กิโลเมตร เฉพาะในถ้ำนี้ นอกจากจะพบเชื้อโคโรนาไวรัสของโรคซาร์สแล้ว ยังพบโคโรนาไวรัสอีก 11 ชนิดใหม่
แต่แล้วสถานการณ์ที่พวกเขากังวลก็เริ่มต้นขึ้นในปลายปี 2562 กับการระบาดของไวรัสโคโรนาตัวใหม่ที่เมืองอู่ฮั่นนั่นเอง
เว็บไซต์เซาท์ ไชนา มอร์นิง โพสต์ของฮ่องกง รายงานว่า ผลการวิจัยที่ทำโดยคณะนักวิจัยร่วมจากหลายหน่วยงานของจีนพบว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อยู่ในตระกูลเดียวกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ "ซาร์ส" คือ HKU9-1 เป็นไวรัสที่พบได้ใน "ค้างคาวชนิดกินผลไม้" สมมติฐานก็คือว่า พาหะของไวรัสน่าจะเป็นค้างคาว โดยอาจมีตัวกลางไม่ทราบชนิดเป็นตัวแพร่เชื้อจากค้างคาวไปสู่คน
ขณะที่ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี นักวิจัยศูนย์วิทยาศาตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และพบว่าตรงกับไวรัสที่พบในค้างค้าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทีมวิจัยจุฬาฯ ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงพื้นที่สำรวจค้างคาวในประเทศไทย เพื่อหาเชื้อไวรัสในค้างคาว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลของโรคอุบัติใหม่
เบื้องต้นพบเชื้อโคโรน่าในค้างคาวไทย 300-400 ชนิด แต่ยังไม่ติดต่อสู่คน หลังจากนี้จะลงพื้นที่ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชอีกครั้ง เพื่อสำรวจค้างคาวมงกุฎในไทย จำนวน 23 ชนิด ว่ามีเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่
โดยที่ผ่านมา ทั่วโลกมีไวรัสโคโรนา ที่ติดต่อสู่คนใน 7 ชนิด แบ่งเป็น 4 ชนิดแรก ที่มีอาการโรคหวัด อีก 2 ชนิด เป็นไวรัสกลุ่มเบต้า คือ โรคเมอร์ โรคซาร์ส ที่มีความรุนแรง และ 1 ชนิด ล่าสุด คือ "โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่2019" ที่มีผลต่อปอดอักเสบ