นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่ายอดการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(GSP) ระหว่างเดือนมกราคมพฤศจิกายน 2562 โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯรวมอยู่ที่ 65,642.88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯอยู่ที่ร้อยละ 75.98ลดลงที่ร้อยละ 4.14แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA)60,790.30ล้านเหรียญสหรัฐฯและมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP)4,852.57ล้านเหรียญสหรัฐฯ
การใช้สิทธิประโยชน์ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 (มกราคม พฤศจิกายน) ภายใต้ความตกลง FTA ของไทยจำนวน 11 ฉบับ จาก FTA ที่ไทยมีรวมทั้งหมด 13 ฉบับเนื่องจากไม่คิดรวมความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 และ ไทย-นิวซีแลนด์ที่ใช้ระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก (Self-declaration)มีมูลค่า 60,790.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 77.26ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิฯ ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 78,679.96 ล้านเหรียญสหรัฐฯสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ลดลงร้อยละ 2.8ซึ่งยังคงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ร้อยละ 5.52โดยยังคงมีสาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนรวมถึงปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯภายใต้ FTA ในภาพรวมจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาแต่ยังมีบางตลาดที่มีการขยายตัวของอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯได้แก่ 1) เปรูขยายตัวดีที่ร้อยละ 31.96 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรมรถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 250-500 ลบ.ซม. มอนิเตอร์และเครื่องฉาย เป็นต้น 2) จีน ขยายตัวที่ร้อยละ 2.17 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่นผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียนสด ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วงและมังคุดสดหรือแห้ง เป็นต้น และ 3) นิวซีแลนด์ ขยายตัวที่ร้อยละ 1.77 มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่นเครื่องประดับที่ทำจากเงิน แผ่นและแถบทำด้วยอะลูมิเนียม แผ่นฟิล์มทำด้วยพลาสติกเป็นต้น สำหรับตลาดที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนได้แก่ อาเซียน (ลดลงร้อยละ 8.27) ออสเตรเลีย (ลดลงร้อยละ 15.00) ชิลี (ลดลงร้อยละ 29.19) อินเดีย (ลดลงร้อยละ 3.33) ญี่ปุ่น (ลดลงร้อยละ 0.81) และเกาหลี (ลดลงร้อยละ 6.12)
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA สูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็น 1) อาเซียน (มูลค่า 22,716.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 2) จีน (มูลค่า 16,566.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 7,285.75 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 6,971.05 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 5) อินเดีย (มูลค่า 3,963.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)กรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-ชิลี (ร้อยละ 100) 2) ไทย-เปรู (ร้อยละ 93.28) 3) อาเซียน-จีน (ร้อยละ 90.94) 4) ไทย-ญี่ปุ่น (ร้อยละ 88.88) และ 5) อาเซียน-เกาหลี (ร้อยละ 82.86) สำหรับรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์บรรทุก ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียนสดน้ำตาลจากอ้อย และผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง
การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไปหรือ GSP ระหว่างเดือนมกราคม พฤศจิกายน 2562 ไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSPจำนวน 4 ระบบ คือ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์
รัสเซียและเครือรัฐเอกราชและนอร์เวย์ โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP 11 เดือนแรกอยู่ที่ 4,852.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 62.87ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าซึ่งมีมูลค่า 7,718.52 ขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 17.44 สำหรับ 11 เดือนแรกของปี 2562ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกามีมูลค่าการใช้สิทธิอยู่ที่ 4,413.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 67.03 ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิฯ ซึ่งมีมูลค่า6,583.97ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมาร้อยละ 11 ถัดมาคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯอยู่ที่ 283.27ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ร้อยละ 35.49 ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 798.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 2.27 ในส่วนประเทศรัสเซียและเครือรัฐมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 129.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ร้อยละ 80.77 ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 160.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 15.14 และนอร์เวย์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 25.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ร้อยละ100ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 25.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 35.99 สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯภายใต้ระบบ GSP สูงสุด5 อันดับแรกได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยางอื่นๆ อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้และเลนส์แว่นตา
ปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆอาทิ สงครามการค้า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ารวมไปถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ประกาศระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยบางรายการ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศต่อเนื่องถึงปี2563 อย่างไรก็ดีสำหรับกรณีสหรัฐฯ ประกาศระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยบางรายการควบคู่ไปกับการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ กรมฯได้ส่งแบบสอบถามเพื่อสำรวจผลกระทบและมาตรการบรรเทาที่ภาคเอกชนประสงค์จะได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐรวมถึงได้จัดประชุมหารือเพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องแล้ว2 ครั้งครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่31 ตุลาคม 2562เพื่อติดตามผลกระทบต่อการส่งออกไทยโดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 เพื่อหารือมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้ส่งออกที่มีการพึ่งพาสิทธิGSP โดยในการประชุมครั้งที่2 นี้ กรมฯได้ประสานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย/สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อเชิญผู้แทนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ เช่น อาหารปรุงแต่ง เซรามิกเคมีภัณฑ์ เครื่องหนังฟอก กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มเหล็ก เข้าร่วมประชุมฯและแจ้งข้อมูลเพื่อให้กรมฯและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลผลกระทบและความต้องการที่แท้จริงของภาคเอกชนซึ่งภาครัฐได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งระยะสั้นและระยาวที่สามารถให้การสนับสนุนและสรุปได้ 4 แนวทาง ได้แก่1) ด้านการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเข้าถึงแหล่งเงินทุน 2) ด้านตลาด อาทิเร่งทำข้อตกลงทางการค้าโดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป และ RCEP พร้อมสนับสนุนกิจกรรมการขยายตลาดใหม่โดยการจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศการจัดคณะนักลงทุน/นักธุรกิจร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business matching) รวมถึงการสนับสนุนในลักษณะพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการเข้าสู่ตลาดใหม่3) ด้านการอำนวยความสะดวกอาทิ ลดต้นทุนการผลิต ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และ 4)ด้านการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและสร้างนวัตกรรมเช่น ส่งเสริมการลงทุน R&D สนับสนุนการนำงานวิจัยมาต่อยอดเชิงพาณิชย์ และสร้าง Startup/ผู้ประกอบการสินค้านวัตกรรมในตลาดสหรัฐฯในระยะต่อไปกรมการค้าต่างประเทศจะดำเนินการร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการรองรับผลกระทบในรายละเอียดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนอย่างแท้จริงต่อไป