น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพรผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่าการส่งออกสินค้าไทยในเดือนธ.ค.2562 มีมูลค่า 19,154.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.28%ซึ่งตัวเลขน้อยกว่าที่ประเมินไว้ว่าน่าจะเกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,558.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.54% เกินดุลการค้า595.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยอดรวมการส่งออกทั้งปี 2562 มีมูลค่า 246,244.5ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.65% การนำเข้ารวมมีมูลค่า 236,639.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง4.66% โดยเกินดุลการค้ารวม 9,604.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกทั้งปี2562 ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัว และยังมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองในยุโรปความไม่แน่นอนจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (เบร็กซิต)ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ กดดันการส่งออกน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันตลอดทั้งปีสินค้ายานยนต์และส่วนประกอบ ชะลอตัวจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้กระทบต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ของไทยและสินค้าเกษตรสำคัญได้รับผลกระทบจากราคาในตลาดโลกลดลงและบางตัวผลผลิตขาดแคลนทำให้ไม่มีของขาย
อย่างไรก็ตามแม้การส่งออกจะลดลง แต่ส่วนแบ่งตลาดของไทยไม่ได้ลดลงและการส่งออกยังขยายตัวได้ดีในหลายๆ ตลาด โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯที่เดิมเคยได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ทั้งปีกลับมาเป็นบวกได้ 11.8%รวมถึงตลาดแคนาดา เบลเยียม และบราซิล ขยายตัวต่อเนื่องมากกว่า 3 ปีไต้หวันและเม็กซิโก ขยายตัวเป็นบวกในรอบ 3 ปี แต่ญี่ปุ่น ยังติดลบ 1.5% สหภาพยุโรป(15 ประเทศ) ลบ 6.6% อาเซียน ลบ 8.2% จีน ลบ 3.8% แม้เดือนธ.ค.2562จะกลับมาขยายตัวสูงถึง 7.3% สูงสุดในรอบ 18 เดือน อินเดีย ลบ 3.9% ฮ่องกง ลบ 6.5%เกาหลีใต้ ลบ 4.3% ทวีปออสเตรเลีย ลบ 4.2% ตะวันออกกลาง ลบ 1.9% แอฟริกา ลบ 10.9%ลาตินอเมริกา ลบ 6.8% กลุ่ม CIS รวมรัสเซีย ลบ 10.7%
สำหรับแนวโน้มการส่งออกปี2563 อยู่ในช่วงขาขึ้น ถ้าส่งออกแต่ละเดือนเกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปจะทำให้ส่งออกทั้งปีขยายตัว 1.5-2%แต่ถ้ามีมาตรการผลักดันและร่วมมือกันทำงานอาจจะถึง 3% ก็ได้ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะมีการประเมินตามหลักวิชาการบวกกับแผนการผลักดันการส่งออกที่จะมีการดำเนินการอย่างเข้มข้นตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และทำการหารือร่วมกับทูตพาณิชย์และภาคเอกชนก่อนถึงจะประกาศเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการต่อไปซึ่งน่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายที่สภาพัฒน์คาดไว้ที่ 2.3%
"การส่งออกในปี 2563 มีสัญญาณดีขึ้น จากการลงนามข้อตกลงการค้าระยะแรกระหว่างสหรัฐฯกับจีน และมีความชัดเจนเรื่องเบร็กซิต ทำให้บรรยากาศการค้าดีขึ้น และกระทรวงฯก็มีแผนที่จะบุกเจาะตลาดเป็นรายประเทศ 18 ประเทศ เร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) เพื่อขยายตลาด รวมทั้งจะเร่งผลักดันสินค้าดาวรุ่งที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีเพื่อเพิ่มยอดการส่งออก เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารสำเร็จรูปเครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่สด ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์ เครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาสิว เครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ซึ่งแม้สินค้าเหล่านี้มูลค่าจะไม่สูง แต่หากส่งออกเพิ่มขึ้นหลายๆ ตัวรวมกันก็จะช่วยเพิ่มยอดส่งออกได้"น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว