กรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2562 ว่าเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561 โดยปี 2562 การใช้กลุ่มน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 3.7% กลุ่มดีเซลหมุนเร็ว เพิ่มขึ้น 1.8% น้ำมันอากาศยานเจทเอ1 เพิ่มขึ้น 0.8% แต่ LPG ลดลง 0.2% ในขณะที่ NGV ลดลง 11.7%
น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 0.1 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันบี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5 ล้านลิตร/วัน โดยการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 และบี20 ภาครัฐได้ใช้มาตรการกำหนดส่วนต่างราคาขายปลีกให้ถูกกว่าดีเซลหมุนเร็วธรรมดา (บี7) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2 และ 3 บาท/ลิตร
นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุ กรมฯคาดการณ์การใช้น้ำมันปี 2563 จะเติบโต 2% ภายใต้สมมติฐานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ขยายตัว 2.8-3% และราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ 33.4 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 3.7% จากปี 62 เป็นการใช้น้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 14% แก๊สโซฮฮล์ เพิ่มขึ้น 3.2% ส่วนการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล อยู่ที่ 71.6 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่น้ำมันอากาศยานคาดว่าเพิ่มขึ้น 7.4% มาที่ 20.8 ล้านลิตร/วัน ส่วนการใช้ LPG ในปี 63 คาดว่าจะอยู่ที่ 17.5 ล้านกิโลกรัม/วัน ลดลง 1.9% และการใช้ NGV ลดลง 7.4% มาที่ 5 ล้านกิโลกรัม/วัน ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์มลพิษทางอากาศในของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานนั้น ต้องปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐานยูโร 5 จากปัจจุบันเป็น ยูโร 4 ซึ่งยังเป็นไปตามแผนเดิมที่จะปรับเปลี่ยนในวันที่ 1 มกราคม 2567 โดยปัจจุบันมีโรงกลั่น 3 แห่ง คือ บางจาก ไทยออลย์ และพีทีทีเจซี สามารถผลิตคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐาน ยูโร 5 ได้แล้วบางส่วน
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าไม่สามารถที่จะเร่งรัด ให้โรงกลั่นปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมันสู่มาตรฐานยูโร 5 ได้เร็วกว่านี้ เนื่องจากการกำหนดเป็นกฎหมาย ซึ่งในบางโรงกลั่นต้องปรับปรุงอีกมาก หรือต้องสร้างโรงงานกลั่นใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท
ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้รถดีเซลปรับเปลี่ยนมาใช้น้ำมันบี 10 และน้ำมันบี 20 ก่อนที่จะเข้าสู่การปรับเปลี่ยนคุณภาพน้ำมัน เนื่องจากมีการทดสอบยืนยันว่าน้ำมันบี 10 สามารถลดฝุ่น PM 2.5 มากกว่า 3.5 -13.5% ขณะที่น้ำมันบี 20 สามารถลดฝุ่น PM 2.2 มากกว่า 20 - 25%