ต่อมาเวลา 16.00 น. งานเสวนาอย่ากลัวอนาคต ของพรรคอนาคตใหม่ เข้าสู่ช่วงที่ 3 เป็นช่วง "ถามแรงตอบตรง"เมื่อนายสุทธิชัย หยุ่น พิธีกรถามว่า การจัดงานนี้ เกิดขึ้นในช่วง 3 วัน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดี เป็นการกดดัน หรือขอความเห็นใจ นายปิยบุตร กล่าวว่า เราพูดอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยไม่ได้ เพราะศาลมีคำตัดสินอยู่แล้ว
ส่วนนายธนาธร กล่าวว่า ไม่ว่าจะยุบพรรคอนค.หรือไม่ ความแน่วแน่ในการทำงานการเมืองยังคงเดิม ปัญหาคือการเมืองไม่จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว เราพยายามเต็มที่แล้ว แม้จะยุบพรรคไปก็ยังทำงานการเมืองในรูปแบบอื่น แต่ก็หวังว่าจะไม่ถูกยุบ กาจัดงานวันนี้ก็เพื่อสื่อสารกับสังคม
เมื่อถามว่า ตอนนี้หลายคนสงสัยว่าพรรคใหม่ที่จะย้ายไปสังกัดชื่ออะไร นายปิยบุตร กล่าวว่า ในสถานการณ์นี้การเตรียมพรรคเป็นเรื่องปกติ อย่าอยากรู้ชื่อเยอะ ขอปิดไว้ก่อน และยืนยันว่าไม่ใช่แผนบี เป็นแผนหากเกิดอุบัติเหตุ ให้เปลี่ยนรูปจากพรรคหนึ่งไปเป็นอีกพรรคหนึ่ง เปลี่ยนบทบาทของตนและนายธนาธร แต่เป้าหมายและปลายทางยังเหมือนเดิม ส่วนพรรคใหม่ตนและนายธนาธรจะเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะทำให้ถูกตามไปร้องยุบพรรคอีก
ต่อข้อถามว่า หากยุบแล้วจะพาคนลงถนนหรือไม่ นายปิยบุตร กล่าวว่า เสรีภาพในการแสดงออกเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย การชุมนุมขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมือง ถ้ารัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนได้ การเรียกร้องบนถนนเป็นเรื่องปกติและเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ถ้ารัฐบาลทำงานแก้ปัญหาได้ดี การเมืองบนถนนก็ไม่เกิดขึ้น แทนที่จะตั้งคำถามว่าจะชุมนุมกันอีกแล้วหรือ ควรถามกลับไปยังผู้มีอำนาจว่าปกครองอย่างไร ใช้อำนาจกดทับอย่างไร คนจึงออกมาชุมนุม คนมีอำนาจคิดว่าเอาอยู่ แทนที่จะเลือกประคับประคองประเทศ กลับเลือกที่จะสืบทอดอำนาจ