เนชั่นทีวี

ข่าว

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น

15 ม.ค. 2563 | suparchot_nar

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น นร.หลักสูตร ผกก.ไม่ต้องตัดผมตามระเบียบ หลังที่ออกมาเเก้เหตุฟ้อง ผบ.ตร. เตรียมเปิดคลิปเสียงถูกนายตำรวจใหญ่ข่มขู่

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 15 ม.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อดีตรอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น

เดินทางมายื่นฟ้อง พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา326,328เเละ332
โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์เคยรับราชการอยู่ในตำแหน่งรองผู้บังคับการวิทยาลัยการตำรวจกองบัญชาการศึกษาในห้วงตั้งแต่ 16 พ.ค.60 -15 มี.ค.61มีหน้าที่ความคุมกำกับดูแลปกครองข้าราชการตำรวจที่เข้ามารับการอบรมในหลักสูตรผู้กำกับการหลักสูตรสารวัตร หลักสูตรอำนวยการซึ่งจะเข้ามาฝึกอบรมที่วิทยาลัยตำรวจประจำแต่ละปีโดยโจทก์ได้ทำหน้าที่ควบคุมในห้วงเวลาดังกล่าวขณะเกิดเหตุจำเลยชื่อพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ เป็นรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ให้ข่าวต่างๆที่เกี่ยวกับกิจการตำรวจและนำเสนอเรื่องราวที่สื่อและประชาชนให้ความสนใจข้อ เมื่อวันที่ 13 ม.ค.63เวลากลางวันหลังจากจำเลยได้ดูได้ฟังการให้สัมภาษณ์ของโจทก์กับรายการทีวีที่โจทก์ให้สัมภาษณ์ว่าถูกย้ายจากภาค 7ไปอยู่ภาค 9จึงจะไปดำเนินคดีกับ ผบ.ตร.ที่กลั่นแกล้งย้ายโจทก์โดยมีเหตุจูงใจโกรธเคืองว่าโจทก์ไม่ไว้ทรงผมให้ถูกระเบียบ ก็ได้มีนักข่าวมาสัมภาษณ์จำเลยเพราะจำเลยเป็นรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงกรณีที่โจทก์ถูกย้าย
ซึ่งจำเลยได้ยืนยันข้อเท็จจริงใส่ความโจทก์โดยการโฆษณาว่าจำเลยทั้งในฐานะรองโฆษกและในฐานะส่วนตัวได้บังอาจใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณาให้สัมภาษณ์ออกสื่อหลายช่องทางทั้งหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์และสถานีโทรทัศน์อีกทั้งช่องทางกลุ่มไลน์ทั่วๆไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยยืนยันข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนกรณีที่โจทย์ถูกย้ายจากภาค 7ไปอยู่ภาค 9ว่า มีข้อความทำนองว่า"ต้องย้อนกลับไปดูว่าตัวเอง (หมายถึงโจทก์) ที่ถูกโยกย้ายไปตัวเอง (หมายถึงโจทก์) มีพฤติกรรมอย่างไรไปดูสิ่งที่ผ่านมานั้นมันมีปัญหาอะไร... เขาสั่งให้ตัดผมจนมีคำสั่งออกมาเป็นระเบียบการที่ตัวเอง (หมายถึงโจทก์) ไปพูดปลุกปั่นให้กับนักเรียนที่เข้าอบรมหลักสูตรผู้กำกับที่วิทยาลัยการตำรวจนั้นไปปลุกปั่นว่าไม่ต้องไปตัดผมตามระเบียบมันใช้ได้หรือไม่อย่างไรมีวินัยหรือเปล่าคุณต้องไปดูด้วย.." ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ซึ่งความจริงคือโจทย์ไม่เคยปลุกปั่นให้นักเรียนที่เข้าอบรมผู้กำกับหรือหลักสูตรใดๆที่เข้ามารับการอบรมและอยู่ในความปกครองโจทก์แต่อย่างใด

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น


การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงถูกเพื่อนข้าราชการตำรวจและประชาชนรวมทั้งหน่วยงานราชการอื่นๆสื่อมวลชนอีกทั้งเพื่อนนักเรียนนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 62ที่โจทก์ร่วมศึกษาอยู่ดูหมิ่นเกลียดชัง เสื่อมความนิยม

อดีต รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ฟ้อง รองโฆษก ตร.ให้ข่าวกล่าวหา ยุยงปลุกปั่น


โจทก์เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ของการเป็นข้าราชการถูกมองว่าเป็นคนไม่มีวินัยกระด้างกระเดื่องทำผิดระเบียบอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326,328 ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา
โดยศาลรับคำฟ้องไว้เป็นหมายเลขคดี อ.94/2563 เเละไต่สวนมูลฟ้องว่าจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้หรือไม่ในวันที่ 30 มี.ค.เวลา 13.00 น.
พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวก่อนยื่นฟ้องคดีว่า 2 ปีที่ผ่านมาตนถูกผู้บังคับบัญชากล่าวหาว่าไปขายบัตรคอนเสิร์ตทั้งที่เหตุการณ์ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น มีนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาโทรมาข่มขู่ว่าจะเอาเรื่องกับตนทุกเรื่อง ในด้านวินัยโดยกล่าวหาว่าตนไม่สุจริต ในวันพรุ่งนี้ต้นจะนำคลิปเสียงที่มีการข่มขู่ออกมาแฉให้สื่อมวลชนที่สนใจได้รับทราบขอให้ติดต่อตนมา ที่จะเปิดเพื่อให้ประชาชนไ ด้ตัดสินใจว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ที่ตนออกมาฟ้องไม่ใช่ว่าอยากจะหาเรื่องกับผู้ใหญ่ เเต่ตลอดมาตนถูกถูกกลั่นเเกล้งมานับ10 เรื่องเพิ่งจะมาฟ้องได้เพียงแค่2 เรื่องจึงเป็นเรื่องที่ต้องออกมาปกป้องตนเองในฐานะเป็นผู้เสียหายเเละผู้ถูกกระทำ ที่พูดวันนี้ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในฐานะรอง ผบก .เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนออกมาฝ่าฝืนระเบียบ ตร.ในเรื่องของการให้ข่าวเพราะเป็นการกระทำในนามของส่วนตัว

ข่าวล่าสุด