เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2563 นายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เดินทางมาที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อ (บก.ปทส.) เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกป่าของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สส.พรรคพลังประชารัฐ จ.ราชบุรี และการถือครองที่ดินของนายทวี ไกรคุปต์ บิดา เนื่องจาก ครบ 1 เดือนเต็ม ยังไม่มีการส่งฟ้องศาล ต่างจากคดีทั่วไปที่ตาสีตาสารุกป่า ต้องขึ้นศาลติดคุกอย่างรวดเร็ว
โดยนายวีระ เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีที่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด สภ.จอมบึง ท้องที่คดี นส.ปารีณา และสภ.สวนผึ้ง ท้องที่คดี นายทวี สามารถสืบสวนสอบสวน ได้ทันที ซึ่งหลังจากที่ตนได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ พนักงานสืบสวนสอบสวนได้มีการเรียกพยานมาสอบปากคำ แต่มีคำสั่งให้หยุด การสอบสวนทั้งหมดไปเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ บก.ปทส. โดยที่ กรมป่าไม้ สปก. สภ.จอมบึง สภ.สวนผึ้ง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมด้วยและสั่งให้สภ.สวนผึ้ง และจอมบึง หยุดทำคดีนี้ โดยส่งไปที่ส่วนตำรวจภูธรภาค 7 ส่งเรื่องต่อไปยังกองบัญชาการสอบสวนกลาง ในช่วงเวลาดังกล่าวใช้เวลาข้ามปียังไม่มีการสั่งฟ้องดำเนินคดีแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 2 มกราคม 2563 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้บก.ปทส. เป็นเจ้าภาพรวมคดีมาดำเนินการ
ล่าสุดภายหลังจากที่นายวีระ เข้าไปสอบถามความคืบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส ทราบว่าคำสั่ง จากผบ.ตร.พึ่งมาถึงเมื่อวานนี้ (8 มกราคม 2563) ซึ่งมาแต่เพียงคำสั่ง ยังไม่มีสำนวนตามมา แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งมา บก.ปทส ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้ว 10 ปาก
นายวีระ มองว่า หากการรวมคดี ทำให้เกิดความล่าช่า เพราะการโยนเรื่องกันไปมาของจนท.ตำรวจ ถือเป็นการประวิงเวลา ซึ่งหากปล่อยให้สภ.ท้องที่ได้ดำเนิน การสืบสวนสอบสวน คงจะมีการส่งอัยการสั่งฟ้องแล้วโดยตลอด 7 ปีที่ผ่านมา มีคนถูกดำเนินคดีลักษณะนี้ 7 หมื่นราย แต่หาก นส.ปารีณา และนายทวีรอด ทุกคนในสังคมจะอยู่อย่างไร