ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ ในช่วงบ่ายวันนี้ คณะกรรมการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.จะประชุมนัดพิเศษ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางยุติ 17 คดีพิพาท ระหว่าง กทพ. และบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM หลังจากที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงฯ ไม่จำเป็นต้องนำแนวทางมาเสนอให้ ครม.พิจารณา แต่ควรกลับไปทำรายละเอียดให้สมบูรณ์กว่านี้
กระทรวงฯได้สั่งการให้ กทพ.สรุปแนวทางยุติข้อพิพาททั้งหมดภายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กทพ.ในการเจรจารายละเอียดทุกอย่างให้เป็นไปตามแนวทางของคณะทำงานฯ รวมถึงเจรจาเรื่องข้อกังวลของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทพ.ว่าจะไม่มีข้อพิพาทใดๆ เกิดขึ้นจนเป็นคดีฟ้องร้องให้ กทพ.ต้องเป็นหนี้ในอนาคต
เมื่อการเจรจาได้ข้อยุติ กทพ.ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับตามมาตรา 43 เห็นชอบการแก้ไขสัญญา จากนั้นกระทรวงฯจะส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดพิจารณา ก่อนเสนอครม. พิจารณาในวันที่ 21 มกราคมนี้ และคาดว่า กทพ.และ BEM จะลงนามในสัญญาใหม่ และต้องถอนฟ้องคดีที่มีอยู่ทั้งหมดภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อให้สัญญามีผลบังคับใช้และเริ่มนับระยะเวลาสัมปทานใหม่
สำหรับแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าว จะมีการขยายอายุสัมปทานทางด่วน 3 สัญญา เป็นเวลา 15 ปี 8 เดือน เพื่อยุติข้อพิพาทที่ กทพ.และบีอีเอ็มมีต่อกันทั้งหมดรวม 17 คดี มูลค่าข้อพิพาทกว่า 58,873 ล้านบาท ส่วนข้อเสนอเรื่องการก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น หรือ Double Deck จากด่านประชาชื่น-อโศก ระยะทาง 17 กิโลเมตร วงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท ได้ตัดออกไป เพราะไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายวันนี้ สหภาพฯ กทพ. จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ กทพ. เพื่อคัดค้านแนวทางยุติข้อพิพาทดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน หากกระทรวงฯจะเสนอแนวทางนี้ให้ครม.พิจารณา สหภาพฯ จะนัดรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านต่อไป
สหภาพฯยังเห็นว่าในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้มีการสั่งการ แต่เป็นเพียงการให้อำนาจ กทพ.เป็นผู้ตัดสินใจแนวทางยุติข้อพิพาทเท่านั้น หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น กทพ.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้ตัดสินใจเลือกแนวทางดังกล่าว