โดยฝ่ายความมั่นคงไทยประเมินว่า การตอบโต้ล้างแค้นของอิหร่าน จะไม่กระทำในนามรัฐบาล แต่น่าจะเป็นปฏิบัติการของกองกำลังใต้ดิน หรือกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ที่อิหร่านให้การสนับสนุน เช่น กลุ่มฮามาส กลุ่มฮิซบุลเลาะห์ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีเป้าหมายต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว และยังถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้ายด้วย จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการ "ก่อการร้ายโดยรัฐ" แต่จะไม่ทำแบบเปิดหน้าตรงๆ ส่วนพื้นที่เป้าหมาย ต้องยอมรับว่าการจะเข้าไปทำในสหรัฐเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นอาจมีการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐในประเทศอื่นๆ ซึ่งความน่ากลัวของอิหร่าน คือมีความเป็นมหาอำนาจในตัวเอง ไม่ต้องรอฟังสัญญาณจากใคร
ความยิ่งใหญ่ของอิหร่าน นอกจากด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประเทศใหญ่อันดับ 2 ของตะวันออกกลางแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกด้วย
ขณะที่ความเกี่ยวข้องกับไทย มีกลุ่มคนจากอิหร่านเคยเข้ามาปฏิบัติการในไทยมาแล้วหลายครั้ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2537 ชายชาวอิหร่านพยายามก่อเหตุระเบิดโจมตีสถานทูตอิสราเอล โดยใช้รถหกล้อขนาดใหญ่บรรทุกระเบิดที่่ทำจากปุ๋ยยูเรียและซีโฟร์ เรียกว่า "truck bomb" ขับมุ่งหน้าไปยังสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย แต่โชคดีที่รถเกิดเฉี่ยวชนกับรถมอเตอร์ไซค์แถวๆ ชิดลม ทำให้ชายชาวอิหร่านทิ้งรถหลบหนีไป
ต่อมาในปี 2555 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี เกิดระเบิดที่บ้านเช่าหลังภายในซอยย่านสุขุมวิท 71 เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นบ้านที่มีชายชาวอิหร่านเช่าเอาไว้ และมีการสะสมระเบิดเพื่อเตรียมก่อเหตุโจมตีบุคคลสำคัญของอิสราเอลที่มีกำหนดการเยือนประเทศไทย แต่การเก็บระเบิดหรือต่อวงจรอาจมีข้อผิดพลาด ทำให้เกิดระเบิดขึ้น ชายชาวอิหร่าน 4 คนกระจายกันหลบหนี และมีคนหนึ่งปาระเบิดใส่แท็กซี่ เพราะไม่ยอมจอดรับตนขึ้นรถ แต่ระเบิดไปติดสายไฟฟ้า ย้อนกลับมาระเบิดตัวเองขาขาด จึงถูกจับกุม ส่วนคนอื่นๆ หลบหนีไปได้
จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต บ่งชี้ว่า หากกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนต้องการเข้ามาปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐในประเทศไทย ย่อมสามารถทำได้ทันที จึงต้องมีการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นมากขึ้น ทั้งมาตรการ รปภ. และคัดกรองคนเข้าเมือง